คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 55/2558
ป.อาญา ม.29, 30, 33 ฯลฯ · พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ม.4, 5, 22 ฯลฯ
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โจทก์จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้
ย่อคำพิพากษา
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรม คือความผิดฐานชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 78 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแม้ความผิดดังกล่าวจะแยกเป็นแต่ละกรรมต่างกันและความผิดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวก็ตาม แต่จำเลยก็กระทำความผิดคนเดียวและเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันซึ่งโจทก์จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 24 (1) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พร้อมกับความผิดทั้งสองฐานต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้ กรณีจึงไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 5
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ม.29 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ม.40 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.22 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.26 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.78 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.11 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.3 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.4 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.26 🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยตั้งสถานบริการที่มีอาหาร สุรา และเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายโดยยินยอมให้มีการเต้นบริเวณโต๊ะอาหาร เพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า และไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กหญิง ช. และเด็กหญิง ส. อายุ 14 ปีเศษ ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด กับให้เข้าไปในสถานบริการดังกล่าวที่แสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการพัฒนาการของเด็ก โดยเด็กนั้นยินยอมและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กทั้งสองซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ เหตุเกิดที่ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดใบเสร็จรับเงินค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (4) (ค), 4, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29 (1), 40 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง
ชั้นตรวจฟ้อง ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติสถานบริการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ไม่ประทับฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ให้เหตุผลว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29 (1), 40 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ปรับ 3,000 บาท รวมปรับ 23,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 11,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ในกรณีที่ศาลชั้นต้นพบปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะต้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคสอง แต่คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพบปัญหาดังกล่าวในชั้นตรวจฟ้องซึ่งเป็นเวลาก่อนมีคำพิพากษา กลับมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องด้วยเรื่องอำนาจศาลเสียเองและยังพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็เห็นจำเป็นที่จะต้องย้อนสำนวนไปยังศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ประทับฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คือศาลใด จากนั้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11
วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรม คือความผิดฐานชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 78 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแม้ความผิดดังกล่าวจะแยกเป็นแต่ละกรรมต่างกัน และความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวก็ตาม แต่จำเลยก็กระทำความผิดคนเดียวและเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันซึ่งโจทก์จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 24 (1) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พร้อมกับความผิดทั้งสองฐานต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้ กรณีจึงไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
วินิจฉัยว่า ความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ตามคำฟ้องไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว
วินิจฉัย ณ วันที่ 3 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2558
วีระพล ตั้งสุวรรณ
(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)
ประธานศาลฎีกา
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ยช. 55/2558
พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์
นางสาว ส. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด · จำเลย - นางสาว ส. |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ