⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10316/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
มัดจำคือพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา หากผู้ให้มัดจำผิดสัญญา ผู้รับมัดจำย่อมริบมัดจำได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก ผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27939 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่จำนวน 15 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา จากจำเลยในราคาไร่ละ 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำให้จำเลยในวันทำสัญญาเป็นเงิน 2,000,000 บาท และตกลงชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญามีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยจะต้องไปรังวัดที่ดินทั้งหมดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ และที่ดินแปลงที่ซื้อขายมีถนนเป็นทางเข้าออกกว้างประมาณ 6 เมตร จึงถือเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญา จึงถือว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้มีสัญญาต่อกัน สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่เกิดนั้น ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ ประกอบกับคดีนี้จำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับ กรณีต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติว่า ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เมื่อสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับและจำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่าเมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันยกเลิก โดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2559 นายประสาน วงศ์สวัสดิ์ โจทก์ นายเฉลา สายกาญจนะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสาน วงศ์สวัสดิ์ · จำเลย - นายเฉลา สายกาญจนะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นวลน้อย ผลทวี · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ · โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นางสาวสุนิษา บรรเทา · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3046/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2486ฎีกา 131/2489ฎีกา 4932/2541ฎีกา 1446/2541ฎีกา 2009/2524ฎีกา 3052/2528ฎีกา 6967/2538ฎีกา 66/2542ฎีกา 1202/2552ฎีกา 8942/2554ฎีกา 438/2540ฎีกา 402/2518ฎีกา 1609-1610/2509ฎีกา 540/2532ฎีกา 1108/2533ฎีกา 1092/2509ฎีกา 3267/2522ฎีกา 656/2538ฎีกา 513/2538ฎีกา 2661/2538ฎีกา 4136/2546ฎีกา 7122/2549ฎีกา 2014/2538ฎีกา 2186/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา