⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4749/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนมีลักษณะเป็นการที่บุคคลตั้งแต่สองคนตกลงเข้ากันเพื่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยกระทำการร่วมกันและแบ่งปันผลกำไรอันจะพึงมีแก่กัน.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการผู้เดียว ส่วนโจทก์เป็นผู้ดำเนินการขายดินลูกรัง โดยจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินปันผลร้อยละ 40 ส่วนโจทก์ได้รับร้อยละ 60 ข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน ส่วนโจทก์เป็นผู้ลงแรงด้วยประสงค์เพื่อแบ่งกำไรอันจะพึงได้จากการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำที่ดินพิพาทมาให้ใช้เป็นการลงหุ้น มิได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นการลงหุ้น โจทก์จึงมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนเลิกการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสาม มิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้คืนทุน นั้น โจทก์เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมาลงทุน และในสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ดังกล่าว ก็มิได้บอกว่าจะแบ่งทุนหรือตีราคาค่าแรงงานเป็นทุนเพื่อคืนให้แก่โจทก์ เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนทุนพร้อมดอกเบี้ย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1025 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1026 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1029 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1062

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการถือกรรมสิทธิ์รวม และเพิกถอนการจดทะเบียนการขายเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถกระทำได้ ให้นำที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนหรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ซึ่งโจทก์ขอตีมูลค่าที่ดินพิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท และคืนเงินทุนให้โจทก์ 680,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ (The Benefit Contract) โดยในสัญญาเรียกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ให้สัญญา และเรียกโจทก์ว่าผู้รับสัญญา มีข้อตกลงให้ทั้งสองฝ่ายหาผลประโยชน์จากการทำธุรกิจขายดินลูกรัง ขายแร่ ดิน บนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15854 ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ในเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการขายดินลูกรัง ขายแร่ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ดำเนินการขายดินลูกรังและขายแร่ ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันให้ทั้งสองฝ่ายเป็นกรรมการที่ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญ โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจบริหารสูงสุด ตกลงกันให้แต่ละฝ่ายได้รับเงินปันผลที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ปรากฏตามสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการผู้เดียว ส่วนโจทก์เป็นผู้ดำเนินการขายดินลูกรัง โดยจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินปันผลร้อยละ 40 ส่วนโจทก์ได้รับร้อยละ 60 ข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน ส่วนโจทก์เป็นผู้ลงแรงด้วยประสงค์เพื่อแบ่งกำไรอันจะพึงได้จากการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 เมื่อพิจารณาสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ ข้อ 9 ที่ว่า "เจ้าของที่ดินเมื่อสิ้นสุดสัญญา หรือโครงการสิ้นสุด มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินพิพาท ต้องแจ้งให้ผู้ร่วมโครงการทราบก่อนที่จะบอกขายแก่บุคคลภายนอกโครงการ" จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ให้สัญญา และเป็นผู้ออกเงินลงทุนในโครงการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว หากโจทก์ในฐานะผู้รับสัญญาไม่ดำเนินการจัดจำหน่ายดินลูกรัง หรือกีดกันหน่วงเหนี่ยวเมื่อลูกค้ามีใบสั่งซื้อให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหมดสิทธิในการดำเนินการในที่ดินพิพาททุกกรณีตามข้อ 6.1 และหากพบการฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์หรือบุคคลอื่นที่กระทำและโจทก์รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันที ตามข้อ 6.2.2 แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทและอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของโครงการดังกล่าว ส่วนโจทก์เข้าทำสัญญาในฐานะผู้ร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลมากกว่าจำเลยที่ 1 ดังนั้น คำว่า "เจ้าของที่ดิน" ตามข้อ 9 จึงหมายถึง จำเลยที่ 1 ส่วนคำว่า "ผู้ร่วมโครงการ" หมายถึง โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำที่ดินพิพาทมาให้ใช้เป็นการลงหุ้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นการลงหุ้น โจทก์จึงมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทดังฎีกาโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนเลิกการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 นั้นเป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสาม และมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้คืนทุนอีกจำนวน 680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมาลงทุน และในสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์เอกสารหมาย จ. 7 ก็มิได้บอกว่าจะแบ่งทุนหรือตีราคาค่าแรงงานเป็นทุนเพื่อคืนให้แก่โจทก์เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนทุนพร้อมดอกเบี้ย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2559 นายวิทยา วงศ์จอม โจทก์ นายลู่ อิง เส็ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิทยา วงศ์จอม · จำเลย - นายลู่ อิง เส็ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญไชย ธนาพันธ์สิน · เกษม เกษมปัญญา · จรูญ ชีวิตโสภณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายเพียงตา บุญไพรัตน์สกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพณ.104/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1462/2565ฎีกา 5523/2536ฎีกา 3740-3741/2542ฎีกา 2216/2514ฎีกา 2167/2544ฎีกา 314/2510ฎีกา 12518/2553ฎีกา 669/2491ฎีกา 533/2511ฎีกา 5050/2541ฎีกา 8753/2556ฎีกา 629/2486ฎีกา 916/2509ฎีกา 2635/2527ฎีกา 1767/2529ฎีกา 2366/2516ฎีกา 1365/2493ฎีกา 2570/2520ฎีกา 14429/2555ฎีกา 1460/2493ฎีกา 427/2495ฎีกา 4245/2551ฎีกา 5252/2533ฎีกา 428/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา