⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8384/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8384/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษา โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยมาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลง โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ได้เงินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดรวม 4 กรรม ส่วนที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องนั้น เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 18,855,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,490,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,525,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 1,090,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวชวพร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 84 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 900,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยหลอกลวงนางสาวชวพร โจทก์ร่วม นางสาววีรวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 นายนพพร ผู้เสียหายที่ 3 และนางมลริสา ผู้เสียหายที่ 4 โดยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลยและมอบเงินให้จำเลยไปโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนนเรศวร ของจำเลย 84 ครั้ง รวม 29,960,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามในแต่ละครั้งตามฟ้องก่อนที่โจทก์ร่วมจะโอนเงินของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้จำเลย โดยจำเลยได้รับเงินต่างจำนวนและต่างเวลากันรวม 84 ครั้ง การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งสามารถแยกเจตนาจำเลยในการกระทำความผิดต่างกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 84 กรรม นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ปากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยได้มาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่จำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน และเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามจะนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องก็ตาม ก็เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนรวม 4 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเป็นความผิดกรรมเดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในแต่ละกระทงเกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กรรม ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8384/2559 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์ นางสาวชวพร ศักดิ์ดี โจทก์ร่วม นางสาวสุชาดา ดำจ่าง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก · โจทก์ร่วม - นางสาวชวพร ศักดิ์ดี · จำเลย - นางสาวสุชาดา ดำจ่าง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประยูร ณ ระนอง · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ · อารยา วิชิตชลชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพิษณุโลก - นายวโรดม ศิริมณีธรรม · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอรรจพล เพชรกาฬ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1748/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 11/2539ฎีกา 635/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา