⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6413/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6413/2561

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ร้อยตำรวจโท ส. และร้อยตำรวจเอก ว. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจาก ว. แล้วได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้แจ้งที่อยู่ ว. และไม่ได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุม ว. แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีการขยายผลจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนหรือจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ทั้งยังไม่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตามสำเนาบันทึกการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ท. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 5,967 เม็ด เป็นของกลางโดยการใช้สายลับล่อซื้อภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งข้อเท็จจริงในการจับกุม ท. ก็ไม่ปรากฏในทางนำสืบของพยานโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้อ้างในชั้นอุทธรณ์จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 09 3433 xxxx ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยวา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,972 เม็ด และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด จำนวน 2 เครื่อง หมายเลข 09 3443 xxxx และหมายเลข 08 0906 xxxx เป็นของกลาง จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งให้แก่สายลับโดยมีนายเวย์ซึ่งเป็นคนลาวและมีบ้านอยู่ใกล้กันได้ว่าจ้างเป็นเงิน 20,000 บาท วันที่ 18 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายแอซึ่งเป็นเพื่อนชาวลาว ไม่ทราบที่อยู่แน่นอน อยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยรับจ้างนายแอทำหน้าที่ส่งยาเสพติด ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ให้การเพิ่มเติมหลังจากพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิตามมาตรา 100/2 แล้วว่า หากจำเลยที่ 1 มีข้อมูลยาเสพติดจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบทันที เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ได้นำยาเสพติดของกลางมาให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย รวมทั้งได้ให้ข้อมูลในทางลับและในเชิงลึกของขบวนการคนสัญชาติลาวที่ค้ายาเสพติดในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเพื่อให้ติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดของคนสัญชาติลาวไว้แล้ว ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ร้อยตำรวจโท สมพร และร้อยตำรวจเอก วิชานนท์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองกลับเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองทำนองเดียวกันว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากนายเวย์หรือแอ และได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้แจ้งที่อยู่นายเวย์หรือแอและไม่ได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนายเวย์หรือแอแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีการขยายผลจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนหรือจับกุมผู้กระทำความผิดได้อีก ทั้งยังไม่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น สำหรับสำเนาบันทึกการจับกุมนายทุย ตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถขยายผลติดตามจับกุมตัวนายทุยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,967 เม็ด เป็นของกลาง นายทุยเป็นคนสัญชาติลาวซึ่งอยู่ในเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติตามที่จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลไว้ในชั้นถูกจับกุม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกการจับกุมดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายทุยพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,967 เม็ด เป็นของกลางโดยการใช้สายลับล่อซื้อเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งข้อเท็จจริงในการจับกุมนายทุยดังกล่าวไม่ปรากฏในทางนำสืบของพยานโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6413/2561 พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง โจทก์ ท้าวสันนะทาหรือสันทะนา ตุ้มลำพอน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง · จำเลย - ท้าวสันนะทาหรือสันทะนา ตุ้มลำพอน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปกรณ์ สุวรรณพรหมา · นพพร โพธิรังสิยากร · เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนางรอง - นางสาวกัลณัฏฐ์ พัศภัคชญช์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1324/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 531/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา