⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7957/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2561

ป.อาญา ม.32, 33, 52 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.15, 226, 245

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดที่เบากว่าที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยนั้น ถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยนั้นถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะนำข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์มาฎีกาในภายหลังไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ระหว่างพิจารณา นายปัญญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 13 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ริบหัวกระสุนปืน ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 3 ลูก และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน วขก กรุงเทพมหานคร 839 ของกลาง คืนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชพ 3084 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปดักรออยู่ที่เกิดเหตุ เมื่อนายปัญญา โจทก์ร่วมขับรถยนต์โดยมีนางสาวคนึงนิจ ผู้ตาย นั่งมาด้วยมาถึงที่เกิดเหตุและหยุดรถ จำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ลงจากรถเดินเข้าไปที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วใช้อาวุธปืนสั้นยิงใส่โจทก์ร่วมและผู้ตาย กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส และถูกผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนี คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 80 และ 83 ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 86 และ 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมานั้นล้วนมีส่วนเกี่ยวพันถึงจำเลยที่ 1 โดยตลอดตั้งแต่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนรักอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ไปสังเกตและดูลาดเลาผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ห้องอาหารในโรงแรมเดอะริชในคืนวันก่อนเกิดเหตุและในคืนวันเกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมทั้งสองวันเป็นหลักฐานและจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ได้ไปที่ห้องอาหารของโรงแรมดังกล่าวในวันนั้นจริง แต่อ้างว่าไปดูสถานที่ที่ได้สมัครงานไว้ ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุนและไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะไม่ปรากฏความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 2 ต้องไปดูสถานที่ในเวลาค่ำคืนเช่นนั้นหลายครั้ง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็ยังพาจำเลยที่ 2 หลบหนีเข้าไปในประเทศกัมพูชาทั้งที่ทราบว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมถูกลอบยิง และมีการสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริสุทธิ์ย่อมจะต้องรีบแสดงตัวต่อญาติพี่น้องหรือต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ความกระจ่างแจ้งหรือคลายข้อสงสัยนั้น แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำการตรงข้ามสร้างความสงสัยยิ่งขึ้นโดยการหลบหนี ไม่ติดต่อหรือถามข่าวคราวของผู้ตายและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ยายและพ่อตาของตน จนเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบและติดตามพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเขตประเทศกัมพูชาและมีการขอให้ส่งตัวให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนี้ ภายหลังถูกจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังให้ข้อมูลถึงขั้นตอนในการกระทำความผิดและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนพร้อมนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเวลาต่อมา ซึ่งรวมระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุวันที่ 12 มกราคม 2556 จนถึงจับกุมจำเลยที่ 4 ได้เป็นคนสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นเวลาเพียง 11 วัน แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถรวบรวมข้อมูลได้ละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์จึงสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปราศจากช่วงเวลาที่จะเปิดโอกาสให้มีการบิดเบือนหรือปั้นแต่งพยานอันเป็นเท็จ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยที่ 1 เขียนตามนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ แม้ข้อความบางตอนที่ใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า ผม บางตอนใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า พี่ ก็เป็นเรื่องแต่ละช่วงของข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงผู้ใด โดยเฉพาะยังมีข้อความที่จำเลยที่ 1 ปกป้องจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันส่อให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองโดยสมัครใจ เพราะหากเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้เขียนก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปกป้องจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะถูกทำร้ายร่างกาย โดยอ้างภาพถ่าย และมีนายยงยุทธ พยาบาลวิชาชีพ ประจำสถานพยาบาลเรือนจำจังหวัดมีนบุรี ผู้ตรวจร่างกายของจำเลยที่ 1 ในเรือนจำ มาเป็นพยานนั้น ไม่ปรากฏว่าภาพถ่ายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้มาอย่างไรทั้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นผู้ถ่าย แต่ไม่ปรากฏการรับรองของเรือนจำว่าเป็นภาพถ่ายของเรือนจำจริง ทั้งจำเลยที่ 1 มาให้นายยงยุทธตรวจร่างกายในวันที่ 25 มกราคม 2556 หลังจากอยู่ในเรือนจำก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 จึงอาจเป็นบาดแผลที่เพิ่งเกิดขณะอยู่ในเรือนจำก็ได้ ข้อที่นายยงยุทธเบิกความตอบศาลว่า บาดแผลของจำเลยที่ 1 ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสภาพบาดแผลที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 3 วัน ก็เป็นการคาดการณ์ของนายยงยุทธโดยไม่รู้เห็นเหตุการณ์เอง จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบาดแผลดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงรอยฟกช้ำที่ไม่น่าจะเกิดจากการถูกทำร้ายรุนแรง เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ทั้งหากจำเลยที่ 1 ถูกทำร้ายร่างกายจริงก็สามารถแจ้งให้ญาติของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะบิดามารดาทำการร้องเรียนได้ตลอดเวลา แต่ไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้ ในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ยังไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้เจ้าพนักงานตำรวจและสื่อมวลชนถ่ายภาพไว้ โดยไม่ดำเนินการรักษาสิทธิของตนเองในทางใด ทั้งคดีนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่และสื่อมวลชนมากมายให้ความสนใจ มีการลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจกล้าทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับสารภาพ โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยให้การว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้จำเลยที่ 2 ไปดูผู้ตายและโจทก์ร่วมก่อนลงมือและจ้างวานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วม ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาก็มิได้อ้างว่าถูกทำร้ายให้รับสารภาพเช่นจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จะทำร้ายซึ่งเลื่อนลอย ไม่น่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ขึ้น คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่โดยสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าดังวินิจฉัยมาน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งยังสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกันปราศจากข้อระแวงสงสัยว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้แตกต่างไป จึงรับฟังประกอบพยานอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสี่เบิกความในชั้นพิจารณากลับคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลที่น่าเชื่อถือและรับฟัง จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ร้องเรียนทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหาให้เพื่อร่วมฟังการสอบสวนต่อสภาทนายความ นั้น เห็นว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการอ้างเหตุว่าทนายความเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำให้การโดยไม่สนใจความเป็นจริงและความถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่อ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพซึ่งได้วินิจฉัยมาแล้วว่ารับฟังไม่ได้ ส่วนที่อ้างเหตุว่าทนายความดังกล่าวไม่ติดต่อญาติให้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายของทนายความที่ต้องปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างไรก็ชอบที่จะร้องเรียนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง การร้องเรียนทนายความของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว ทั้งเพิ่งกระทำภายหลังเป็นเวลาเนิ่นนานถึงปีเศษดังกล่าว เชื่อว่าเป็นเพียงการสร้างหลักฐานไว้ต่อสู้คดีในภายหลังมากกว่า จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่าในวันที่ 11 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยบิดามารดาและน้องสาวเดินทางไปดูฤกษ์บวชของจำเลยที่ 1 ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเดินทางถึงวัดเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ทำธุระเสร็จเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และเดินทางกลับถึงบ้านของมารดาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 12 มกราคม 2556 นั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากพิรุธสงสัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วให้จำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมกับของจำเลยที่ 1 มาโดยละเอียดประกอบด้วยเหตุผลสนับสนุน และลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2561 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นาย ป. โจทก์ร่วม นาย ธ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · โจทก์ร่วม - นาย ป. · จำเลย - นาย ธ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ · รังสรรค์ ดวงพัตรา · ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายวรานนท์ วิเศษศิริ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3420/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 861/2521ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 1360/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1082/2511ฎีกา 239/2484ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา