⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4033/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4033/2562

ป.อาญา ม.32, 33, 80 ฯลฯ · พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม ม.4, 6, 22 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด. ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่เกี่ยวกับโทษหนักที่สุดได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฎีกา.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป กระทำความผิดฐานก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย พยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งกระทำการตามหน้าที่ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้าย กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและความผิดที่จำเลยกับพวกสมคบกันเพื่อกระทำมีกำหนดโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพล อาวุธและทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษจำเลยกับพวกฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายในการกระทำคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.135 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม.4 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม.6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม.22 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม.23

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/2, 209, 210, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 74, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระสุนปืน ปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมัน และเพาเวอร์เจล ของกลางที่ใช้หมดไปในการตรวจพิสูจน์ และบัตรประจำตัวประชาชน 2 ใบ โดยให้ริบเครื่องรับวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 74, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก (เดิม), 210 วรรคสอง (เดิม), 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (2)) ประกอบ มาตรา 80 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีและใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอบโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 3 ปี และฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว ริบของกลาง โดยให้ริบเครื่องรับวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพล หรืออาวุธ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนเกิดเหตุมีคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" อันเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีการและมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดน ยึดอำนาจปกครองของรัฐในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า "รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม" โดยมีการก่อการร้ายร่วมกันฝึกฝนการก่อการร้าย การใช้อาวุธปืน การก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อใช้ก่อการร้าย กระทำการเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน บีบบังคับให้รัฐบาลไทยแบ่งแยกดินแดนตามที่ต้องการ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ร้อยโทถนอมพงษ์ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 1522 เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะไปถึงบริเวณสะพานคู่ บ้านตะโลเว หมู่ที่ 9 ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ถูกคนร้ายซุ่มโจมตีทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 คน หลังจากนั้นมีการประชุมร่วมกันระหว่างชุดของร้อยโทไพรัตน์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4716 ผู้เสียหาย กับชุดของร้อยโทถนอมพงษ์ เพื่อออกติดตามคนร้าย เมื่อชุดของผู้เสียหายเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุพบกลุ่มคนร้ายอยู่ที่เพิงพักจึงเกิดการยิงต่อสู้กัน จากนั้นคนร้ายหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึดสิ่งของ 25 รายการ ไว้เป็นของกลาง อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดของกลางเป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดตามกฎหมาย ส่วนวัตถุระเบิดเป็นชนิดที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตให้ได้ และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดของกลางสามารถประกอบรวมกันเป็นวัตถุระเบิดได้ วิทยุสื่อสารของกลางเป็นวิทยุคมนาคมตามกฎหมายที่สามารถใช้การได้ และเจ้าพนักงานไม่เคยออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ใดมาก่อน พนักงานสอบสวนตรวจสอบการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนพบว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อน พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับจำเลยกับพวก ต่อมาจำเลยถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พนักงานสอบสวนจึงไปขอรับตัวจำเลยมาดำเนินคดีโดยแจ้งข้อกล่าวหาในชั้นจับกุมเป็นคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุมต่อหน้าทนายความ จำเลยยังคงให้การปฏิเสธ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย และฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า พันตรีไพรัตน์ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนมีเหตุเชื่อมโยงกันตั้งแต่หลังจากที่พันโทถนอมพงษ์กับพวกถูกผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ซุ่มโจมตี ผู้เสียหายเรียกสายข่าวมาสอบถามทราบว่าคนร้ายเป็นกลุ่มของนายมะกะตาร์ พร้อมทั้งแจ้งตำแหน่งของฐานปฏิบัติการและวาดแผนที่ให้ จึงร่วมวางแผนกับชุดของพันโทถนอมพงษ์และออกเดินทางไปยังจุดที่รับแจ้งก็พบกับกลุ่มคนร้ายกับฐานปฏิบัติการตามที่รับแจ้ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูงเดินทางเข้าไปลำบากและอันตราย หากไม่ได้รับแจ้งจากสายข่าวจริงคงเป็นการยากที่จะไปพบฐานปฏิบัติการดังกล่าว ครั้นเมื่อพบฐานปฏิบัติการแล้วพยานทั้งสองไปซุ่มดูพบกลุ่มคนร้ายในลักษณะมีอาวุธครบมือไม่น้อยกว่า 5 คน พยานทั้งสองเบิกความยืนยันว่า กลุ่มคนร้ายที่พยานจำได้คือ จำเลย นายมะกะตาร์ นายแวสูไฮดี นายรุสลาม เนื่องจากจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะสิบเอกมะตอเฮเบิกความว่า ก่อนออกปฏิบัติการผู้เสียหายจะนำภาพถ่ายของคนร้ายซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะเข้าไปพิสูจน์ทราบมาให้ดูตามที่สายข่าวแจ้งก่อนทุกครั้ง วันเกิดเหตุสิบเอกมะตอเฮนำสำเนาภาพถ่ายของคนร้ายติดตัวไปด้วยแล้วนำออกมาดู และจำได้ว่าแต่ละคนเป็นใครบ้าง จากนั้นมีการซุ่มดูเหตุการณ์อยู่นานประมาณ 15 ถึง 20 นาที จนมั่นใจว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าวคือเป้าหมายที่ผู้เสียหายแจ้งมา ประกอบกับขณะนั้นเป็นเวลากลางวันมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์มองเห็นหน้ากันได้ชัดเจนและคนร้ายกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ปิดบังใบหน้า ทั้งตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุก็ปรากฏว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นป่าทึบมากนัก หลังจากนั้นพยานทั้งสองกับพวกเกิดการยิงปะทะกับกลุ่มของจำเลยและพวกประมาณ 10 นาที จำเลยกับพวกหลบหนีไปทางร่องน้ำด้านข้างขนำซึ่งมีลักษณะเป็นฐานปฏิบัติการ ผู้เสียหายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าควบคุมพื้นที่และประสานให้ชุดของพันโทถนอมพงษ์กับพวกช่วยควบคุมพื้นที่ โดยพันโทถนอมพงษ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อกลุ่มคนร้ายหลบหนีไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เข้าไปตรวจพื้นที่ได้พบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและบัตรประกันสุขภาพของจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทโอฬาร พนักงานสอบสวนในเบื้องต้นว่า พยานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานไปตรวจที่เกิดเหตุ พบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยอยู่ในขนำ โดยพยานทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุระบุในข้อ 12 ว่า ตรวจยึดบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและนายอับดุลเลาะห์ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ชุดที่เข้าไปปะทะกับคนร้ายทราบว่ามีการนำบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวมาจากกระเป๋าแล้ววางไว้เพื่อถ่ายรูป โดยเจ้าหน้าที่ใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการปนเปื้อนดีเอ็นเอพร้อมทั้งส่งไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอพร้อมกับของกลางอื่น ที่จำเลยเบิกความอ้างว่า บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยสูญหายไป จำเลยจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรปะแตแล้วไปทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการแจ้งความมาแสดงในชั้นพิจารณา หากจำเลยมิได้ร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้ายในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะตรวจยึดมาเป็นของกลางได้อย่างไร และโจทก์ยังมีพันตำรวจโทกิตติซึ่งรับสำนวนการสอบสวนมาจากพันตำรวจโทโอฬารเป็นพยานเบิกความรับรองว่า พยานได้สอบปากคำผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮไว้ และมีรายละเอียดว่า ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮยืนยันว่า กลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ คือ จำเลย นายแวสูไฮดี นายอับดุลเลาะห์ นายรุสลาม และนายสาฮารีดัง กับชี้ภาพจำเลยกับพวกไว้ จึงเชื่อว่าผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮจำหน้าจำเลยกับพวกได้จริง พยานโจทก์ดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายจำเลยแต่ประการใด เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นและทราบมาตามความสัตย์จริง อีกทั้งโจทก์มีร้อยเอกจิรายุทธ์ เจ้าหน้าที่ผู้ซักถามเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยให้ถ้อยคำว่า จำเลยเคยถูกเชิญตัวมาที่ศูนย์ซักถามครั้งหนึ่งแล้วมีการปล่อยตัวไป ต่อมาในปี 2551 นายแวสูไอดีมาชวนจำเลยเข้าไปร่วมกับกลุ่มขบวนการก่อการร้ายอีกครั้ง หลังจากที่จำเลยเข้าร่วมก็ไปพักอาศัยอยู่ที่บริเวณเขาอุเบ็ง ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ระหว่างนั้นได้มีการฝึกภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีสมาชิกเข้าร่วมฝึกหลายคน และจำเลยให้ข้อมูลว่าซุกซ่อนอาวุธปืนลูกซองในสวนยางพาราในพื้นที่บ้านคลองตาหา หมู่ที่ 5 ตำบลบาโหย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถามกับหน่วยในพื้นที่และเจ้าพนักงานตำรวจไปพิสูจน์ทราบ พบอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด หมายเลขปืน L 11393 พร้อมกระสุนปืนลูกซอง 15 นัด ในการซักถามไม่มีการบังคับหรือทำร้าย ซึ่งการที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินการหรือผู้ต้องสงสัยในฐานะพยานมิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ก่อนพนักงานสอบสวนเพราะขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับและถ้อยคำอื่นของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำโดยผู้ดำเนินการ ก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ และเป็นการสอบปากคำจำเลยในเบื้องต้นเท่านั้น บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและถ้อยคำจำเลยรวมทั้งอาวุธปืนลูกซองยาวพร้อมกระสุนปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ทั้งการตรวจร่างกายจำเลย และการรายงานว่าร่างกายปกติตามใบสำคัญความเห็นแพทย์ หากจำเลยมิได้ให้ถ้อยคำดังกล่าวจริง ร้อยเอกจิรายุทธ์คงไม่สามารถบันทึกข้อความขึ้นมาเองได้เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเชื่อว่าจำเลยให้ถ้อยคำด้วยความสมัครใจและร้อยเอกจิรายุทธ์ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟังแล้ว ก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จึงหาเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกาไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทหญิงอลิษา ผู้ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เป็นพยานเบิกความรับรองว่า เกี่ยวกับคดีนี้ทางสถานีตำรวจภูธรปะแตได้ส่งเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยมาให้พยานตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอว่า มีรูปแบบดีเอ็นเอแบบใด และเหมือนกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 หรือไม่ โดยมีการตรวจดีเอ็นเอจำนวน 16 ตำแหน่ง เมื่อตรวจเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลแล้ว พบว่าดีเอ็นเอของจำเลยเข้าได้กับปากขวดน้ำดื่มของกลางรายการที่ 3 ที่ส่งมาตรวจพิสูจน์ ซึ่งนำส่งโดยสถานีตำรวจภูธรกาบัง และยังตรงกับรายงานการตรวจพิสูจน์ของสถานีตำรวจภูธรปะแต ตรงกับก้นกรองบุหรี่ แปรงสีฟัน หมวกของกลาง ซึ่งของกลางดังกล่าวถูกยึดมาเป็นของกลางในคดีที่มีการก่อความไม่สงบในพื้นที่มาก่อน โดยร้อยตำรวจโทหญิงอลิษาเบิกความอธิบายว่า ดีเอ็นเอของบุคคลจะซ้ำกันได้มีด้วยกัน 2 กรณี คือ กรณีเป็นฝาแฝดแท้เกิดจากไข่ใบเดียวกัน กับอีก 1 กรณี คือ เหมือนกันโดยบังเอิญ ซึ่งการคำนวณดีเอ็นเอของจำเลยแล้ว พบว่ามีกรณีที่เป็นไปได้เพียง 1 ใน 1,000 ล้านล้านคน แต่ปัจจุบันประชากรในโลกมีเพียง 7,000 ล้านคนเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีดีเอ็นเอของบุคคลอื่นเหมือนกับของจำเลย ทั้งการจัดเก็บและรับของกลาง จะมีการถ่ายรูปขณะรับของกลางว่าสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนตามที่ส่งมาด้วย พยานโจทก์ปากนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญและตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาแล้วเป็นเวลาหลายปี จึงเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามหลักวิชาการทางการแพทย์ด้วยความเป็นจริง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ผลการจัดเก็บและการตรวจดีเอ็นเอขาดความน่าเชื่อถือนั้น จำเลยก็ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบหักล้างผลการตรวจดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮพยานโจทก์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ และหลังเกิดเหตุมีการตรวจยึดได้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด อุปกรณ์การประกอบวัตถุระเบิด วิทยุสื่อสารและของกลางอื่นอีกหลายรายการภายในฐานปฏิบัติการดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว เชื่อว่าจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮโดยประสงค์ต่อชีวิต แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ นั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยกับพวกสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานก่อการร้าย โดยใช้กำลังประทุษร้าย พยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งกระทำการตามหน้าที่ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้าย กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและความผิดที่จำเลยกับพวกสมคบกันเพื่อกระทำมีกำหนดโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพล อาวุธและทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษจำเลยกับพวกฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายในการกระทำคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4033/2562 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9 โจทก์ นาย อ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9 · จำเลย - นาย อ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมวญ รักศิลธรรม · ชลิต กฐินะสมิต · ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยะลา - นายชิน ทรงสมบัติชัย · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพิทยา บุญชู
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2762/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 492/2539ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา