⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2159/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2563

ป.อาญา ม.32, 33, 52 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.195, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การกระทำนั้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ไม่ใช่มาตรา 72 วรรคหนึ่ง

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า อาวุธปืนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะหยิบยกขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.135 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.313 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 209, 210, 217, 288, 289, 340, 340 ทวิ, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 150,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ประกอบมาตรา 86, 83, 209 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี ถ้อยคำรับของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นซักถามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 9 เดือน คำให้การจำเลยที่ 3 ชั้นสอบสวนและถ้อยคำรับชั้นซักถามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี ริบปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร LUGER ชิ้นส่วนลูกกระสุนปืน ชิ้นส่วนขวดพลาสติกเผาไหม้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อออปโป้ หมายเลข 08 8776 xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง หมายเลข 08 6481 xxxx และซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8792 xxxx คืนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2205 xxxx แก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคสอง, 217, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับฐานร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสามในชั้นซักถามเบื้องต้น และในฐานะพยานและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 คงจำคุกในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทง (รวมทั้งโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคณะบุคคลใช้ชื่อขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย แบ่งแยกราชอาณาจักรและเพื่อยึดอำนาจการปกครองในส่วนของจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ในจังหวัดสงขลาบางส่วน แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐขึ้นใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ยิงนายปกรณ์ ผู้ตายที่ 1 และร่วมกันใช้อาวุธปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ยิงนายอุสมาน ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 23, 24 และ 28 มีนาคม 2560 มีการจับกุมจำเลยทั้งสามตามหมายจับคดีอาญา ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันก่อการร้าย พยายามฆ่าผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปล้นทรัพย์ วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร กระทำการเป็นอั้งยี่และซ่องโจร จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับว่า ตนทำหน้าที่ดูต้นทางให้แก่กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุจริง แต่ไม่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายได้กระทำความผิดข้อหาใดบ้าง พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่งปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืน และชิ้นส่วนกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด 5.56 มิลลิเมตร 15 ปลอก เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันและตรวจพบว่าเคยใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รวม 3 คดี ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร 5 ปลอก เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันและตรวจพบว่าใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รวม 11 คดี ส่งชิ้นส่วนขวดพลาสติกเผาไหม้ไปตรวจพิสูจน์พบคราบน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน้ำมันดีเซลติดอยู่ ตรวจหาสารพันธุกรรมจากผ้าขนหนูสีฟ้าซึ่งตรวจยึดจากช่องเก็บของภายในรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ฬบบ กรุงเทพมหานคร 329 พบสารพันธุกรรมแบบเดียวกับของจำเลยที่ 1 แพทย์ทำการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งสองแล้วทำรายงานผลการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งสองไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน (ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับนายอับดุลฮากัมร่วมกันวางแผนเพื่อทำการก่อการร้ายเลือกเป้าหมายร้านที่เกิดเหตุ โดยนายอับดุลฮากัมแจ้งว่า จะเป็นผู้หามือปืนเข้าก่อเหตุ แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นผู้ถืออาวุธปืนดังกล่าวติดตัว และไม่ทราบว่าคนร้ายคนใดมีอาวุธปืนชนิดใดติดตัวเข้าไปในที่เกิดเหตุ และคนร้ายคนใดเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองก็ตาม แต่จำเลยทั้งสามก็ย่อมคาดหมายได้ว่านายอับดุลฮากัมกับกลุ่มคนร้ายที่เข้าไปก่อเหตุ ย่อมจะต้องเตรียมอาวุธปืนหรืออาวุธประเภทอื่นติดตัวมาใช้ก่อเหตุตามที่นายอับดุลฮากัมเคยแจ้งให้ทราบ ประกอบกับจำเลยทั้งสามต่างก็เป็นสมาชิกของขบวนการก่อการร้าย เคยเข้าร่วมปฏิบัติการก่อเหตุความไม่สงบมาก่อนย่อมทราบดีว่า การก่อเหตุความไม่สงบในลักษณะนี้จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้ และพาอาวุธปืน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน (ขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (ขนาด 9 มิลลิเมตร) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรอีกกระทงหนึ่ง แต่ในส่วนที่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกัน ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 78 วรรคสาม เป็นบทหนักสำหรับผู้กระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าว หากนำไปใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มาตรา 313 มาตรา 337 มาตรา 339 หรือ มาตรา 340 ดังนั้น เมื่อฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นตัวการร่วมกันมีและร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าว (ขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร) เพื่อประสงค์อันเดียวกันในการร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 2 โดยร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืนชนิดนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2480 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า อาวุธปืนที่จำเลยทั้งสามมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะหยิบยกขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2563 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9 โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9 · จำเลย - นาย อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิสุทธิ์ ศรีขจร · ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ · เทพ อิงคสิทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนราธิวาส - นางระวีวรรณ หงษ์ขจร โพธิ์ทอง · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2366/2562

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 778/2519ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา