⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3244/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3244/2563

ป.อาญา ม.32, 53, 60 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.200, 201

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งสำเนาอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 200 และ 201 ถือว่าชอบแล้ว แม้ผู้รับจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี หากจำเลยไม่อยู่ตามภูมิลำเนา หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์.

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะพิเศษสำหรับคดีอาญาและหากมีการดำเนินการไม่ถูกต้องอย่างไร มาตรา 195 วรรคสอง ก็บัญญัติรองรับไว้ด้วยว่า ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แสดงให้เห็นว่า เป็นกรณีที่ไม่อาจนำเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงไม่ชอบ การส่งสำเนาอุทธรณ์ไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในคำฟ้อง แม้ผู้รับจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี อันจะทำให้รับฟังว่าเป็นการส่งไม่ชอบก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ตามที่อยู่ดังกล่าวในช่วงที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ และพบว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดในคดีอื่น กรณีจึงถือได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 201 ซึ่งกำหนดให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของการส่งสำเนาอุทธรณ์จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.201 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.60 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.201 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 60, 80, 83, 91, 92, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ริบหัวกระสุนปืนของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก คนละ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 33 ปี 12 เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีผู้รับแทนชื่อ ชลธิชา อายุ 18 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 3 มิถุนายน 2552 มีการส่งหมายนัดแก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2552 โดยมีผู้รับแทนชื่อ อรวรรณ อายุ 17 ปี ถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นเห็นว่าผลการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ชอบเพราะผู้รับหมายมีอายุ 17 ปี จึงเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาใหม่วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ถึงวันนัดจำเลยทั้งสองไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 กันยายน 2552 ครบกำหนด โจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งออกหมายจับมาเกิน 1 เดือนแล้ว ยังจับตัวไม่ได้ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟังและถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว ให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4790/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเบิกจำเลยในคดีดังกล่าวมาสอบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้หรือไม่ ในวันทำการถัดไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสอบจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 แถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว ออกหมายตามผลคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวคือการส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทางไปรษณีย์มีผู้รับไว้แทน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีทั้ง 2 ครั้ง การส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาสั่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะพิเศษสำหรับคดีอาญาและหากมีการดำเนินการไม่ถูกต้องอย่างไร มาตรา 195 วรรคสอง ก็บัญญัติรองรับไว้ด้วยว่า ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แสดงให้เห็นว่า เป็นกรณีที่ไม่อาจนำเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ต้องสั่งรับคำร้องของจำเลยที่ 1 พิจารณาต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ได้มีการไต่สวนตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงพอจะวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทางไปรษณีย์มีนางสาวชลธิชา หลานของจำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 18 ปี เป็นผู้รับไว้แทน เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านเลขที่ 46 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องว่า เป็นบ้านมารดาของจำเลยที่ 1 การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 มีการส่งไปยังที่อยู่ดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความด้วยว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านดังกล่าว เป็นเวลา 1 เดือน แล้วก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านภริยาของจำเลยที่ 1 ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในคำฟ้อง แม้ผู้รับจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี อันจะทำให้รับฟังว่าเป็นการส่งไม่ชอบก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่อยู่ตามที่อยู่ดังกล่าวในช่วงที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ และมีการตรวจสอบพบในภายหลังในชั้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดในคดีอื่นของศาลชั้นต้น กรณีจึงถือได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ซึ่งกำหนดให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของการส่งสำเนาอุทธรณ์จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ไม่ใช่กรณีที่ต้องเพิกถอนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งได้มีการเบิกตัวจำเลยที่ 1 มาและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ฟังแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3244/2563 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี · จำเลย - นาย อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพิศ ปราณีตพลกรัง · ธราธร ศิลปโอสถ · อนันต์ เสนคุ้ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นางสาววริษฐา มงคลศิริ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.105/2563

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 239/2484ฎีกา 5806/2534ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3463/2563ฎีกา 1714/2558ฎีกา 4903/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา