⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8351/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8351/2563

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หากได้กระทำต่อเนื่องกันให้ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ถ้าได้กระทำต่างวันต่างเวลากัน ให้ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองและ ศ. ร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง ต่างวันต่างเวลากัน แม้ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันโดยเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการจำหน่ายยาเสพติดในครั้งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อร่วมกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลา มิได้กระทำต่อเนื่องกัน จึงแยกต่างหากจากกันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามที่ได้มีการสมคบกัน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามมาตรา 9 วรรคสอง ประกอบมาตรา 5 (1) (2) จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี คำรับในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5247/2561, 423/3562 (ที่ถูก 423/2562), 524/2562, 1652/2562, 2042/2562, 1118/2562, 1887/2562, 2258/2562, 1969/2562, 382/2562, 2158/2562, 2139/2562 และ 2177/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5927/2561, 5932/2561 และ 5963/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนการนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กับพวกกระทำความผิดครบองค์ประกอบของความผิด โดยระบุวัน เวลาและสถานที่กระทำความผิด รวมทั้งบุคคล และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควร เพื่อให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี สามารถต่อสู้คดีตามฟ้องของโจทก์ได้แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้ว่าจำเลยที่ 1 หรือนางสาวศิธิพรจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อใด ได้เงินเท่าใด มีการแบ่งเงินระหว่างกันเช่นใด ลำพังการที่จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีและรับเงินโอนก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 หลงต่อสู้ จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 50,000 บาท วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 10,000 บาท และวันที่ 25 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 อีก 1 ครั้ง เป็นเงิน 20,000 บาท เป็นการกระทำต่างวันต่างเวลากัน แม้ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันโดยเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการจำหน่ายยาเสพติดในครั้งเดียวกันตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน จึงแยกต่างหากจากกันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8351/2563 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นาย ณ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นาย ณ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทรงพล สงวนพงศ์ · เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ · สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวจุไรรัตน์ จริยธรรมานุกูล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชาญ เทพมาลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2232/2563
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา