⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5668/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อุทธรณ์ที่มิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องรับวินิจฉัย

ย่อคำพิพากษา

เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันพึงจะรับไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมนึก เจ้ามรดกในส่วนของจำเลยที่ 1 แล้วให้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามไปเพิกถอนการจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตาก (สาขาแม่สอด) หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำขอให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยระบุให้ยกที่ดินมีโฉนดทั้ง 4 แปลงตามฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามเป็นผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว มีนางสม และนายวิรัตน์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและมีปลัดอำเภอซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอำเภอแม่สอดให้เป็นผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว ปลัดอำเภอผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองได้แจ้งให้ผู้ทำพินัยกรรมทราบว่าพยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่มิได้แจ้งเรื่องห้ามมิให้คู่สมรสของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเป็นพยานในพินัยกรรม และไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะและให้ส่วนที่ตกเป็นโมฆะตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองและทายาทโดยธรรมอื่นของนายสมนึก เจ้ามรดก ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก หากไม่ดำเนินการให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นว่า นายสมนึก เจ้ามรดกทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้รับทรัพย์มรดกและเป็นผู้จัดการมรดก มีนางสม และนายวิรัตน์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ เอกสารและพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ควรมีคำสั่งให้แก้อุทธรณ์ หรือกำหนดประเด็นแห่งคดีทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567 นาง จ. กับพวก โจทก์ นางสาว ภ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง จ. กับพวก · จำเลย - นางสาว ภ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลิต กฐินะสมิต · สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ · ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแม่สอด - นางสาวกิตติมา โลหะวณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.276/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 2076/2542ฎีกา 367/2568ฎีกา 4637/2567ฎีกา 5679/2553ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1022/2551ฎีกา 2328/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 1646/2546ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1498/2548ฎีกา 3830/2524ฎีกา 3604/2533ฎีกา 7201/2568ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8543/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา