⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3674/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568

ยักยอก

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่มิใช่ผู้ครอบครองทรัพย์โดยตรง อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานยักยอกได้ หากร่วมมือกับผู้ครอบครองทรัพย์โดยตรงในการเบียดบังทรัพย์นั้นไปโดยเจตนาทุจริต

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.96 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นาย พ. ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนาย ช. โดยมอบรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นาย ช. ตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนาย ช. ขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นาย ช. นำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนาย ช. จะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นาย ช. ไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นาย ช. ในความผิดฐานยักยอก ต่อมานาย ช. ถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนาย ช. ตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนาย ช. เพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนาย ช. และนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนาย ช. เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนาย ช. เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนาย ช. และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นาย ช. บอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นาย ช. บอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาย ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนาย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านาย ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนาย ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนาย ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนาย ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นางสาว จ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - นางสาว จ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพ อิงคสิทธิ์ · ธนาคม ลิ้มภักดี · ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
แหล่งที่มาสรรหาฎีกาเด็ด
หมายเลขคดีดำอ.1056/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 98/2537ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7100/2538ฎีกา 824/2535ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1057/2514ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7687/2553ฎีกา 4225/2559ฎีกา 113/2566ฎีกา 1368/2509ฎีกา 7993/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 337/2535ฎีกา 6863/2543ฎีกา 3595/2532ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 5702/2533ฎีกา 2274/2525ฎีกา 617/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สรรหาฎีกาเด็ด