คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2569
ป.อาญา ม.78, 276, 281 · ป.วิ.อาญา ม.39, 208, 225
ย่อคำพิพากษา
คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง โดยนางสาว บ. ผู้เสียหาย ไม่ได้เป็นคู่สมรสของจำเลย จึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 (1) แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ที่ใช้บังคับขณะจำเลยกระทำความผิดบัญญัติว่า "ความผิดตามมาตราดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ (1) มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 278 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย..." ดังนี้ ความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เฉพาะการกระทำระหว่างคู่สมรสเท่านั้นจึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 281 (1) เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 281 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 281 ความผิดตามมาตราดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ (1) มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำระหว่างคู่สมรสถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย..." แต่บทบัญญัติที่แก้ไขดังกล่าว ยังคงบัญญัติให้ความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เฉพาะการกระทำระหว่างคู่สมรสเท่านั้นจึงจะเข้าหลักเกณฑ์เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้อง รับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | (สรารักษ์ สุวรรณเสรี-เลิศพงศ์ อินทรหอม-จันทนา ปุญญาภิชัย) |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายธีรยุทธ เจริญผลอนันต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.2838/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา