คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 808/2493
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้ให้เช่าซึ่งเป็นคู่สัญญาและได้รับประโยชน์ในสัญญาเช่า มีอำนาจฟ้องผู้เช่าที่ประพฤติผิดสัญญาได้
2. การที่ผู้เช่าไม่สงวนสถานที่เช่าเสมือนวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ถือเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาจะสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ให้เช่าก็ยังมีสิทธิฟ้องผู้เช่าในเหตุนี้ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
3. การที่ผู้เช่าหลายครัวเรือนใช้สถานที่เช่าทำครัวทั้งในชั้นบน ชั้นล่าง และที่ระเบียง โดยที่บ้านมีลักษณะเก่าและหน้าต่างชำรุด ถือเป็นพฤติการณ์ที่ขับไล่ได้ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ทำสัญญาเช่าบ้านกับบิดาเจ้าของบ้าน เมื่อผู้เช่าประพฤติผิดสัญญาเช่า บิดาเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เช่าย่อมีอำนาจฟ้องผู้เช่าได้ เพราะเป็นคู่สัญญากับผู้เช่าได้รับประโยชน์ในสัญญาแล้ว
ในกรณีที่ผู้เช่าไม่สงวนสถานที่เช่าเสมอกับวิญญูชนจะถึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง แม้ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวก่อนตาม ป.ม. แพ่งมาตรา 554 แต่ถ้าการเช่นนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วเพราะหมดอายุสัญญาเช่าผู้ให้เช่าก็มีสิทธิฟ้องผู้เช่าในเหตุนี้ได้ โดยมิต้องบอกกล่าวก่อน เพราะ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ มาตรา 16(4) มิได้มีบทบัญญัติให้ต้องบอกกล่าวไม่
อยู่ในบ้านเช่า 5 ครัวต่างทำครัวของตนเองทั้งชั้นบนและชั้นล่างและที่ระเบียง บ้านมีลักษณะเก่าหน้าต่างชำรุด เป็นพฤติการณ์ที่ขับไล่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ มาตรา 16(4)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากบ้านเช่าของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยให้เช่าช่วง ขาดส่งค่าเช่ากว่า ๒ เดือน ไม่รักษาสถานที่ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้สถานที่ผิดสภาพ
จำเลยปฏิเสธและต่อสู้ว่า บ้านเป็นของบุตรโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ซื้อบ้านหลังนี้ในนามของเด็กชายพุกเชียงบุตรโจทก์ ต่อมาจำเลยทำสัญญากับโจทก์เพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด ๖ เดือน พอครบกำหนด ๖ เดือนตามสัญญา โจทก์ก็มีหนังสือบอกเลิกการเช่าและได้ความว่าจำเลยอยู่ในสถานที่เช่าหลายครัว ต่างทำครัวของตนทั้งชั้นบนชั้นล่างตั้ง ๘ ครัว ทำครัวที่ระเบียงก็มี บ้านมีลักษณะเก่าหน้าต่างชำรุด
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นวา ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย ๆ ได้รับประโยชน์ในสัญญาแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ในข้อที่จำเลยไม่สงวนสถานที่เช่าเสมอกับวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเองแม้ตาม ป.ม.แพ่ง มาตรา ๕๕๔ โจทก์จะต้องบอกกล่าวก่อนก็ดี แต่การเช่ารายนี้ได้สิ้นสุดแล้ว เพราะหมดอายุสัญญาเช่า จำเลยจะอยู่ต่อไปได้ก็โดยอาศัย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ คุ้มครอง แต่ความใน พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ มาตรา ๑๖(๔) หาได้มีบทบัญญัติให้โจทก์ต้องบอกกล่าวไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยโดยมิต้องบอกกล่าว พิพากษากลับให้บังคับคดีดังศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 808/2493
นายเจียมเด็กหรือศิริ ว่องศรี โจทก์
นางเจ็งเชียะ แซ่เฮ้ง กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเจียมเด็กหรือศิริ ว่องศรี · จำเลย - นางเจ็งเชียะ แซ่เฮ้ง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธรรมบัณฑิต · นาถปรีชา · นนทประชา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายจำรัส อมรสุข · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสุทธิเทศนฤบาล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา