⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 66/2495

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2495

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของเจ้าพนักงานที่จ้างบุคคลภายนอกทำงานแทนคนงานของตนเอง แม้จะทำบัญชีเป็นว่ามีคนงานของตนเองทำ และจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาไปจริง โดยผู้รับเหมาทำงานได้ผลดีกว่าและค่าจ้างไม่สูงกว่าปกติ และเจ้าพนักงานไม่ได้เบียดบังเงินไว้เอง ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 133 และ 230

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นผู้กำกับแขวงการทาง ได้จ้างเหมาบุคคลภายนอกขนลูกรังมากองตามถนนสายที่กำลังก่อสร้าง แล้วทำบัญชีเป็นว่ามีคนงานของแขวงการทางนั้นทำการขนลูกรังเอง แล้วเบิกจ่ายเงินค่าจ้างรายวันพร้อมทั้งเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราวและเงินยังชีพให้แก่คนงานเหล่านั้น โดยกอรกชื่อบุคคลต่าง ๆ ลงในบัญชีกับให้ลงลายมือชื่อว่าได้รับเงินค่าจ้างในฐานเป็นคนงานของแจวงการทางนั้นจากจำเลยแล้ว ซึ่งความจริงบุคคลที่ลงในบัญชีดังกล่าวมิได้เป็นคนงานของแขวงการทางเลย หากจำเลยได้เอาเงินที่เบิกมาได้นั้นจ่ายให้แก่ผู้รับเหมาไป ดังนี้เมื่อปรากฏว่าวิธีที่จำเลยให้บุคคลภายนอกรับงานไปทำนั้น ได้ผลงานดีกว่าที่จะให้คนงานรายวันของกรมทางทำเอง ค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่ผู้รับเหมาก็ย่อมเยาว์ และจำเลยได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้ผู้รับเหมารับไปจริง ๆ ไม่มีการเบียดบังเอาไว้เลย จึงไม่มีการเสยหาย จำเลยย่อมไม่ผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 133, 230 ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 736,737/2478,1189/2480

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.133 กฎหมายลักษณะอาญา ม.230

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นผู้กำกับแขวงการทางชัยนาท มีหน้าที่ควบคุมดูแลการสร้างและบำรุงทางหลวงสายตาคลี - ชัยนาท ฯลฯ จำเลยที่ ๒ เป็นเสมียนอยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้ง ๒ สมคบกันให้นายสุวรรณ วงษ์ศิริทำการขนลูกรังจากสนามบินตาคลีมากองรายทางตามถนนสายตาคลี ชัยนาท โดยคิดค่าจ้างรวมเป็นเงิน ๑๓๐๐๐ บาท ในการจ่ายเงินคิดค่าจ้างให้นายสุวรรณนี้ จำเลยทั้ง ๒ ได้สมคบกันทำบัญชีหลักฐานเท็จขึ้น ๒ ชุด โดยทำเป็นว่ามีคนงานของแขวงการทางชัยนาททำการขนลูกรังเอง แล้วเบิกจ่ายเงินค่าจ้างรายวันพร้อมทั้งเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราวและเงินยังชีพให้แก่คนงานเหล่านั้นโดย กรอก ชื่อบุคคลต่างๆลงในบัญชีรายจ่ายเงินค่าจ้างรายวันแบบ ท.๗๑ แล้วลงลายมือชื่อว่าได้รับเงินค่าจ้างในฐานเป็นคนงานของแขวงการทางชัยนาทจากจำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ความจริงบุคคลที่ลงชื่อในบัญชีแบบ ท.๗๑ นี้ได้เป็นคนงานของแขวงการทางชัยนาท และมิได้รับเงินค่าจ้างเป็นคนงานของแขวงการทางชัยนาท และมิได้รับเงินค่าจ้างในฐานเป็นคนงานของแขวงการทางชัยนาท แล้วจำเลยได้นำเอาเงินได้เบิกจ่ายได้จากบัญชีแบบ ท.๗๑ อันเป็นเท็จนี้ จ่ายให้แก่นายสุวรรณ วงศ์ศิริ เป็นค่าจ้าง โจทก์ฟ้องจำเลยทำนองเดียวกันนี้ แยกเป็นข้อหลายข้อ ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๙, ๒๓๐, ๑๓๓ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ก.ข.และฟ้องข้อ ๒ เป็นแต่ผิดระเบียบแบบแผน แต่จำเลยกระทำไปโดยบริสุทธิ์และสุจริตใจ เพื่อให้ได้ประโยชน์ในทางที่ดีแก่ราชการการแผ่นดินถ่ายเดียว มิได้มีเจตนาทุจริตคิดอุบายพลิกแพลงเพื่อรับเอาผลประโยชน์อันเกิดแก่การกระทำนั้น ทั้งมิได้เกิดการเสียหายแก่ราชการ จำเลยจึงไม่มีความผิดดังโจทก์ฟ้อง ส่วนฟ้องข้อ ๑ ค.นั้น ศาลชั้นต้นไม่เชื่อว่าเป็นความจริงดังคำนายสุวรรณ จึงพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๑๓๓, ๒๓๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๖ ปี จำเลยที่ ๒, ๕ปี จำเลยทั้ง ๒ ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนคลอดแล้ว ปรากฏว่าตามคำพยานโจทก์เองว่า วิธีที่จำเลยให้นายสุวรรณรับงานไปทำนั้นได้ผลดีกว่าที่จะให้คนงานราววันของกรมทางจ้างทำเอง ค่าจ้างที่จำเลยจ่ายแก่นายสุวรรณ ก็ย่อมเยาว์กว่าที่กรมทางจ้างบริษัทกรรมกรไทยทำการจ้างนายสุวรรณ ทำงาน ๒ ครั้งนี้ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมยอมทำอะไรกับนายสุวรรณ และข้อเท็จจริงยังฟังได้แน่ชัดว่า เงินค่าแรงงานสำหรับงานที่นายสุวรรณทำ ๒ ครั้งนี้ จำเลยได้จ่ายให้นายสุวรรณรับไปจริงๆ ไม่มีการเบียดบังเอาไว้เลย เมื่อมีการจ่ายเงินให้ผู้จ้างไปจริง เช่นนั้น ศาลฎีกาได้เคยพิพากษามาแล้วในคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๙/๒๔๘๐, ๗๓๖-๗๓๗/๒๔๗๘ ว่าเมื่อไม่เสียหาย ก็ไม่มีผิดฐานปลอมหนังสือ ส่วนฟ้องข้อ ๑ ค. ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างในงานคราวนั้นไปทั้งสิ้น ๒๔๔๙๔ บาท ๔๒ สตางค์ แต่นายสุวรรณเบิกความว่า ได้รับค่าจ้างไปจริงเพียง ๑๓๐๐๐ บาทเท่านั้น จำเลยมิได้สืบหักล้างว่าจำเลยได้จ่ายไปแล้วจริงทั้ง ๒๔๔๙๔ บาท ๔๒ สตางค์ จึงต้องถือว่าจำนวนเงินที่มิได้จ่ายให้นายสุวรรณนั้น จำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย จึงเกิดความเสียหายแก่รัฐบาล จำเลยจึงพ้นความรับผิดในข้อนี้ไม่ได้ ต้องมีความผิดฐานทำบัญชีแบบ ท.๗๑ เท็จ และฐานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๓๐, ๑๓๓ จึงพิพากษาแก้ จำคุกจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๓๐ มีกำหนด ๕ ปี ฯลฯ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2495 อัยการชัยนาท โจทก์ นายชุ่ม โยธพันธ์ที่ 1,นายพิน ผลโยธินที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการชัยนาท · จำเลย - นายชุ่ม โยธพันธ์ที่ 1,นายพิน ผลโยธินที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์วินิจฉัย · ประศาสน์วินิจฉัย · นนทปัญญา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาท - นายเพรียง โรจนรัส · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 373/2485ฎีกา 522/2489ฎีกา 915/2496ฎีกา 509/2490ฎีกา 1829/2500ฎีกา 719/2500ฎีกา 545/2494ฎีกา 31/2491ฎีกา 1411/2494ฎีกา 909/2501ฎีกา 1262/2499ฎีกา 510/2490ฎีกา 700/2502ฎีกา 1250/2497ฎีกา 263/2492ฎีกา 231/2503ฎีกา 523/2499ฎีกา 103-104/2497ฎีกา 707/2501ฎีกา 862/2492ฎีกา 1999/2500ฎีกา 438/2485ฎีกา 1303/2503ฎีกา 379-380/2499
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา