⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 763/2497

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2497

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหย่าและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ได้ตกลงกันโดยชัดแจ้งและได้ดำเนินการจดทะเบียนหย่าแล้ว ย่อมถือว่าเสร็จเด็ดขาดและไม่อาจรื้อฟื้นฟ้องร้องขอแบ่งทรัพย์สินอีกได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกัน แล้วโจทก์( ภริยา ) ได้โอนกรรมสิทธิที่ดินของตนให้จำเลย( สามี ) แล้วทำหนังสือสละทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่จำเลยโดยระบุไว้แจ้งชัดว่าสละให้เพราะจะไปอยู่กินกับชายชู้ แล้วโจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าขาดกันโดยโจทก์ได้แสดงเจตนาเมื่อจดทะเบียนหย่ายืนยันสละสิทธิของโจทก์ในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยกล่าวว่าไม่มีอะไรจะแบ่งกันแล้วดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าการหย่าและแบ่งทรัพย์ระหว่างโจทก์จำเลยได้เสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จะกลับรื้อฟื้นฟ้องร้อว่ายังไม่ได้แบ่งทรัพย์กันนั้นไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1455 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1499 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1512

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีได้ความว่า โจทก์จำเลยได้เสียเป็นผัวเมียกันมาแล้ว ๘ ปีจึงจดทะเบียนกันเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๙๔ ก่อนจดทะเบียนสมรสต่างมีทรัพย์สินด้วยกัน เมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้โจทก์ก็ได้โอนกรรมสิทธิในที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลย แล้วโจทก์ได้ทำหนังสือสละทรัพย์สินของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสิ้น โดยกล่าวไว้ในหนังสือนั้น ใจความว่าโจทก์จะไปอยู่กินกับจำเลยอีกต่อไป รุ่งขึ้นโจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากเป็นสามีภริยากัน และให้ถ้อยคำตามที่นายทะเบียนบันทึกไว้ด้านหลังว่า " ระหว่างที่อยู่ร่วมกันไม่มีบุตรอย่างใด " ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอแบ่งทรัพย์ ๔ อันดับครึ่งหนึ่งโดยอ้างว่าทรัพย์ทั้งนั้นเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยและว่าต่างฝ่ายต่างมีสินเดิม จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ได้สละทรัพย์ตามฟ้องให้จำเลยแล้ว ซึ่งเป็นการตอบแทนที่จำเลยไม่ฟ้องโจทก์เป็นชู้กับนายแก้ว ศาลเชียงใหม่สอบถามเห็นว่าโจทก์จำเลยรับกันไม่มีประเด็นจะต้องสืบต่อไป สั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยให้ทรัพย์ตามบัญชีอันดับ ๑,๒, เฉพาะที่ส่วนของโจทก์ยกให้จำเลยกับทรัพย์อันดับ ๔ ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่านิติกรรมทั้ง ๒ ฉบับนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์อันดับ ๑,๒, และ ๔ จากจำเลย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ผู้พิพากษานายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่า จะวิเคราะห์เอกสารลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๔๙๕ ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเป็นสัญญาที่สามีภิริยาได้ทำให้ไว้ต่อกันในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ ภริยาก็ย่อมจะบอกล้างเสียได้ใน ๑ ปี นับแต่วัขาดจากสามีภริยากัน บันทึกด้านหลังทะเบียนลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๙๕ เป็นการกระทำของนายทะเบียนสมรสซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะสงเคราะห์ให้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ และโจทก์ยังมีสิทธิบอกล้างอยู่จึงเห็นควรพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าที่โจทก์ได้แสดงเจตนาเมื่อจดทะเบียนหย่ายืนยันสละสิทธิ ของโจทก์ในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยกล่าวว่าไม่มีอะไรจะแบ่งกันแล้วดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าการหย่าและแบ่งทรัพย์ระหว่างโจทก์จำเลยได้เสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จะกลับรื้อฟื้นร้องในทางที่ว่ายังไม่ได้แบ่งทรัพย์กันนั้นฟ้องร้องไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2497 นางดา หรือคำดา ไชยชะนะ โจทก์ พลตำรวจแสน วงศ์ตะ หรือขันแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางดา หรือคำดา ไชยชะนะ · จำเลย - พลตำรวจแสน วงศ์ตะ หรือขันแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนูกิจวิมลอรรถ · นนทปัญญา · วิเทศจรรยารักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเชียงใหม่ - นายยงยุทธ เลอลภ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงประไพพิทยาคุณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2467/2526ฎีกา 1463-1464/2518ฎีกา 1052/2509ฎีกา 2026/2494ฎีกา 1568/2497ฎีกา 888/2511ฎีกา 406/2493ฎีกา 1630/2509ฎีกา 2224/2528ฎีกา 4211/2534ฎีกา 279/2513ฎีกา 100/2497ฎีกา 374/2510ฎีกา 1751/2523ฎีกา 120/2506ฎีกา 1254/2531ฎีกา 86/2510ฎีกา 2198/2530ฎีกา 427/2495ฎีกา 2584/2520ฎีกา 1631-1634/2508ฎีกา 539/2511ฎีกา 3539/2524ฎีกา 1443/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา