⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1330/2498

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2498

ย่อคำพิพากษา

แผลถูกต่อยบริเวณใต้นมซ้ายเป็นรอยฟกช้ำ กว้างยาว 3 เซนติเมตร อาการฟกช้ำและไอ ไม่เป็นบาดเจ็บ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2497 เวลากลางวันจำเลยได้บังอาจใช้เท้าและมือทำร้ายร่างกายโจทก์ เช่น เตะ ถีบ ชก แทงโจทก์ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถประกอบการงานได้ประมาณ 16 วันดังปรากฏในใบชันสูตรบาดแผลซึ่งโจทก์จะขอหมายเรียกส่งศาลในวันพิจารณา เหตุเกิดที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลาโจทก์ได้แจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว เจ้าพนักงานสอบสวนพิจารณาปรับจำเลยเสียเอง ซึ่งโจทก์เห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจที่จะปรับจำเลยได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บมาก โจทก์จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 254 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้ จำเลยให้การรับว่า ได้ชกโจทก์ 1 ที เพราะบันดาลโทสะเนื่องจากโจทก์ด่าว่าท้าทายจำเลยก่อน และขอตัดฟ้องว่า คดีนี้จำเลยถูกปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวน เป็นเงิน 50 บาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องร้องอีกได้ ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยชกโจทก์เพียง 1 ที บาดแผลของโจทก์เป็นเพียงบาดแผลฟกช้ำไม่ ถึงบาดเจ็บเป็นแต่เพียงนายแพทย์พยานโจทก์ว่า โจทก์มีอาการเจ็บที่ชายโครงและมีอาการไอ ซึ่งก็ไม่พอว่าเป็นบาดเจ็บทุพพลภาพ ตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษการกระทำของจำเลยเป็นผิดเพียงฐานลหุโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 338(3) ซึ่งปรากฏว่า เรื่องนี้พนักงานสอบสวน อำเภอเมืองได้เปรียบเทียบปรับจำเลย เป็นเงิน 50 บาท จำเลยยินยอมชำระค่าปรับ คดีอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ข้อ 2 แล้วจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่าบาดแผลของโจทก์บริเวณใต้นมซ้ายมีรอยฟกซ้ำ เนื้อที่ประมาณ 3x3 เซนติเมตร ยังไม่ถึงบาดเจ็บ ความผิดของจำเลยเป็นเพียงลหุโทษซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและผู้ต้องหายินยอมเสียค่าปรับแล้วคดีเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยในความผิดนี้อีกจึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า (1) ตามคำนายแพทย์พยานโจทก์ได้รับบาดเจ็บถึงอวัยวะภายในต้องรักษาตัวประมาณ 16 วัน แม้ไม่มีบาดแผลถึงเลือดออกการกระทำ ของจำเลยก็เป็นการกระทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ (2) เมื่อฟังว่าจำเลยได้รับบาดเจ็บแล้ว พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจที่จะเปรียบเทียบปรับจำเลยได้ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว การที่จำเลยทำร้ายโจทก์นั้น ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า โจทก์มีอาการเพียงฟกช้ำ และไอ ไม่พอฟังว่า เป็นบาดเจ็บทุพพลภาพ การที่โจทก์ฎีกาว่า ความจริงโจทก์ได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพย่อมเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลเดิมได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้นไปแล้ว ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ศาลฎีกาไม่รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณา และให้ยกฎีกาโจทก์เสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2498 นางพู่หน่ำ แซ่พู่ โจทก์ นายจี้ตั้น หรือโกตุ้น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพู่หน่ำ แซ่พู่ · จำเลย - นายจี้ตั้น หรือโกตุ้น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ · ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร · ดุลยกรณ์พิทารณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา