⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1648/2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2500

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่โรงเรียนประชาบาลจัดซื้อเพื่อใช้เป็นที่ก่อสร้างโรงเรียนและใช้ประโยชน์เกี่ยวกับกิจการของโรงเรียน ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่ผิดสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

โรงเรียนประชาบาลประเภทโรงเรียนประถมศึกษาที่นายอำเภอตั้งและดำรงอยู่ด้วยเงินของประชาชนและเงินของการประถมศึกษาในงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ,ในการจัดตั้งโรงเรียนดังกล่าวได้จัดซื้อที่ 1 แปลงเพื่อใช้เป็นที่ก่อสร้างโรงเรียน และใช้เป็นประโยชน์เกี่ยวกับกิจการของโรงเรียน ที่ดินดังกล่าวนับว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด โดยมีหน้าที่คุ้มครองแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฯลฯ มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งผิดสัญญาเช่าที่โรงเรียนดังกล่าวแล้วได้ การที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เห็นแย้งในข้อกฎหมาย ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงในเมื่อทุนทรัพย์ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 ม.37

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลวัลลภราษฎร์รังสรรค์ ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ทางราชการได้จัดซื้อที่ ๘ ไร่เศษเพื่อใช้สร้างตัวโรงเรียน และใช้ประโยชน์เกี่ยวแก่กิจการของโรงเรียน เมื่อ ๑๓ ม.ค. ๒๔๘๔ ซึ่งโจทก์ถือว่าที่นี้เป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๖ กรมทางหลวงแผ่นดินได้ตัดถนนผ่านที่ ได้ทำให้ที่แยกออกเป็น ๒ แปลง คือแปลงตะวันออกเป็นที่ตั้งโรงเรียน ตะวันตกทางการจัดให้เป็นที่นักเรียนฝึกหัดทำการเพาะปลูก พ.ศ. ๒๔๙๑ จำเลยมาขอทำสัญญาเช่าที่แปลงตะวันตก ๗๐๐ ตารางเมตรเพื่อปลูกบ้าน ๕ ปี ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๗ หมดกำหนดอายุสัญญาเช่า ทางโรงเรียนจำเป็นจะใช้ที่นั้นจึงได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย และให้จำเลยออกจากที่ไปใน ๓๐ วัน ครบกำหนดจำเลยไม่ออก จึงมาฟ้องให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยทำสัญญาเช่า ถ้ามีสัญญาก็เป็นเพราะจำเลยสำคัญผิดโดยจำเลยถูกหลวงลวงเพราะจำเลยไม่รู้หนังสือ ที่พิพาทเดิมเป็นที่รกร้าง จำเลยเข้าแผ้วถางปกครองมาร่วม ๒๐ ปี ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีแล้ว พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์เพียง ๓,๐๐๐ บาท เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยได้เช่า จำเลยจะคัดค้านว่าเป็นป่าได้แผ้วถางมาไม่ได้ และการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งเห็นแย้งในข้อกฎหมายกรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นซึ่งอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ สำหรับที่ดินพิพาทศาลฎีกาเห็นว่าเป็นที่ดินที่ทางราชการได้จัดซื้อขึ้น จึงเป็นทรัพย์ของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ ตามประมวลแพ่งฯ มาตรา ๑๓๐๔ การที่ทางราชการให้จำเลยเช่า หาทำให้ที่พิพาทกลับเป็นของเอกชนคนใดคนหนึ่งเฉพาะไม่ คงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นั่นเอง ตาม พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ มาตรา ๓๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๙๙ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด โดยมีหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฯลฯ ฉะนั้น นายชุณห์ นกแก้ว ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ ฯลฯ จึงพิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2500 นายชุณห์ นกแก้ว โจทก์ นายอ้วน ชัยมงคง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชุณห์ นกแก้ว · จำเลย - นายอ้วน ชัยมงคง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยการณ์โกวิท · นนทปัญญา · นนทประชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแพร่ - นายอำพล สุวรร · ศาลอุทธรณ์ - นายสอาด นาวีเจริญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 734/2516ฎีกา 1534/2565ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1331/2479ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 609/2522ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 2775/2541ฎีกา 891/2510ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา