⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1973/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1973/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์พิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้ว โดยวินิจฉัยว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นแห่งคดี เป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกา

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญา เมื่อโจทก์สืบพยานหมดแล้ว อยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอพิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้วโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 และ 88 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลชั้นต้นสั่งชี้ขาดในปัญหาที่โจทก์จะพิสูจน์พยานจำเลยว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นแห่งคดีจึงไม่อนุญาต การที่ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนี้ ก็โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย เมื่อเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถึงหากโจทก์จะขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยได้ โจทก์ก็อุทธรณ์ฎีกา เพื่อขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยไม่ได้อยู่นั่นเอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.120 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2503 ม.4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงเสนอขายไม้ให้บริษัทโจทก์และรับเงินล่วงหน้าไปแล้ว แต่ความจริงจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างตัดฟันชักลากไม้ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในไม้ ขอให้ลงโทษ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์นำสืบไม่พอฟังว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์โดยทุจริต ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะข้อ ๕ (๑) ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์จะขอพิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้ว เป็นการไม่ชอบจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๘๘ วรรคท้าย โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ มาอนุโลมใช้ไม่ได้ และวินิจฉัยด้วยว่า ศาลชั้นต้นชี้ขาดในปัญหาที่โจทก์จะพิสูจน์พยานจำเลยไว้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นในคดี เพราะถึงแม้จะได้ความตามคำร้องของโจทก์ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่อนุญาต คำสั่งเช่นนี้เป็นดุลพินิจของศาลอันเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ จึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ขอพิสูจน์พยานจำเลยได้ โดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๐ และ ๘๘ และว่าขณะศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษา จะเรียกว่ารับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานเพื่อพิสูจน์พยานจำเลยก็โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง มิใช่เป็นการพิพาทในข้อกฎหมายคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฉะนั้น ถึงหากโจทก์จะขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยได้ โจทก์ก็อุทธรณ์ฎีกาเพื่อขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะเป็นการอุทธรณ์ฎีกาในทางข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ควรอนุญาต จึงไม่มีทางที่จะให้โจทก์สืบพยานได้ ให้ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1973/2505 บริษัทโรงเลื่อยจักรไทยพนากิจ จำกัด โดยนายยุ่นบิน แซ่อุ่ย กรรมการผู้ จัดการและนายแถม คมสัน กรรมการ โจทก์ นายไพบูลย์ เหลี่ยมสมบัติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความกรรมการผู้ - บริษัทโรงเลื่อยจักรไทยพนากิจ จำกัด โดยนายยุ่นบิน แซ่อุ่ย · โจทก์ - จัดการและนายแถม คมสัน กรรมการ · จำเลย - นายไพบูลย์ เหลี่ยมสมบัติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอาด นาวีเจริญ · สัญญา ธรรมศักดิ์ · บริรักษ์จรรยาวัตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายพจน์ สุนทรขุน · ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ศิริพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 477/2491ฎีกา 4810/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 6635/2551ฎีกา 99/2541ฎีกา 8903/2553ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2302/2535ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา