คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429-430/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากการบันดาลโทสะจะถือว่าไม่เป็นความผิดตามมาตรา 72 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้นั้น ผู้กระทำจะต้องถูกข่มเหงหรือถูกประทุษร้ายอันสืบเนื่องมาจากเหตุอันไม่เป็นธรรม และการกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำไปโดยทันทีทันใดเพราะบันดาลโทสะนั้น.
ย่อคำพิพากษา
ผู้เสียหายเป็นภิกษุ บังคับจะเอามีดจากจำเลยซึ่งเป็นศิษย์ เนื่องจากจำเลยเป็นคนโมโหร้ายมีมีดไว้กลัวจะมีเรื่องจำเลยแสดงกิริยาขัดขืนจะต่อสู้ ผู้เสียหายจึงใช้ไม้ฟาดไปทีหนึ่ง จำเลยยกแขนขึ้นรับปัดไม้กระเด็นไป จำเลยโถมเข้าหาผู้เสียหายล้มลงกอดปล้ำกันกลิ้งไปมา จำเลยใช้มีดที่ถืออยู่แทงผู้เสียหาย เช่นนี้ ไม่เป็นการป้องกันสิทธิของตน มาตรา 68 เพราะเมื่อจำเลยปัดไม้กระเด็นไป อันตราย จากไม้นั้นก็สิ้นไปแล้ว และการที่ผู้เสียหายใช้ไม้ฟาดจำเลยไปทีหนึ่ง ก็เป็นการใช้อำนาจของอาจารย์ภายใน ขอบเขตอันสมควร ไม่ใช่เป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แม้จำเลยจะบันดาลโทษะขึ้นเพราะเหตุนี้ ก็เป็นการลุแก่โทษะ โดยมิบังควร จะปรับว่า เป็นการบันดาลโทษะตามมาตรา 72 ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษ
จำเลยปฏิเสธ
ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒ จำคุก ๔ เดือน โทษจำคุกรอ
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษหนักขึ้น และไม่รอโทษจำคุก
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยส่อไปในทางป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่ควรมีความผิด แม้จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลก็ยกฟ้องได้ จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษหนักขึ้นและไม่รอ
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นศิษย์อยู่ในปกครองของพระใบฎีกาเอี่ยมผู้เสียหาย วันเกิดเหตุ บังคับจะเอามีดจากจำเลยซึ่งเป็นศิษย์ เนื่องจากจำเลยเป็นคนโมโหร้ายมีมีดไว้กลัวจะมีเรื่องจำเลยแสดงกิริยาขัดขืนจะต่อสู้ ผู้เสียหายจึงใช้ไม้ฟาดไปทีหนึ่ง จำเลยยกแขนขึ้นรับปัดไม้กระเด็นไป จำเลยโถมเข้าหาผู้เสียหายล้มลงกอดปล้ำกันกลิ้งไปมา จำเลยใช้มีดที่ถืออยู่แทงผู้เสียหาย เช่นนี้ เห็นว่า ไม่เป็นการป้องกันสิทธิของตน มาตรา ๖๘ แต่อย่างไร เพราะเมื่อจำเลยปัดไม้กระเด็นไป อันตราย จากไม้นั้นก็สิ้นไปแล้ว และการที่ผู้เสียหายใช้ไม้ฟาดจำเลยไปทีหนึ่ง ก็เป็นการใช้อำนาจของอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองศิษย์ภายในขอบเขตอันสมควร ย่อมไม่ใช่เป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แม้จำเลยจะบันดาลโทษะขึ้นเพราะเหตุนี้ ก็เป็นการลุแก่โทษะ โดยมิบังควร จะปรับว่า เป็นการบันดาลโทษะตามมาตรา ๗๒ ไม่ได้ ต้องถือว่า เป็นเรื่องลุแก่โทษะโดยมิบังควร ศาลอาญานำมาตรา ๗๒ มาประกอบบทลงโทษจำเลยให้น้อยลง หาชอบไม่ ฎีกาโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยสูงขึ้นฟังได้
พิพากษากลับ ลงโทษ ๒ ปี และให้รอไว้
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429 - 430/2505
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายปฐมหรือพล สุขสุกาญจน์ จำเลย
พระใบฎีกาเอี่ยม จันทโธโต (แซ่โง้ว) โจทก์
นายปฐมหรือพล สุขสุกาญจน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายปฐมหรือพล สุขสุกาญจน์ · โจทก์ - พระใบฎีกาเอี่ยม จันทโธโต (แซ่โง้ว) · จำเลย - นายปฐมหรือพล สุขสุกาญจน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | การุณย์นราทร · คร้าม สิวายะวิโรจน์ · พิสัยสารคุณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายประสม เภกุสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายสนาม นิลกำแหง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา