⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1106/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสอบสวนจำเลยในฐานะพยานก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำให้การของจำเลยที่ให้การในฐานะพยานจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยได้

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญานั้น พยานหลักฐานที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ต้องเป็นพยานหลักฐานโจทก์ เมื่อจะเอาจำเลยเป็นผู้ต้องหาก็ต้องสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 การที่พนักงานสอบสวนจำเลยเป็นพยานในชั้นแรก จึงเป็นพยานที่มิชอบ จะนำคำให้การของจำเลยที่ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนนั้นมาอ้างพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้ง ๔ คนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ระหว่างวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ ถึงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๑ เวลากลางวันทุกวัน จำเลยที่ ๑,๒,๓ ร่วมกันโดยเจตนาทุจริตทำให้สุญหายไปเสียซึ่งเอกสารต้นฉบับทะเบียนบ้านเลขที่ ๖๙/๖ ซึ่งมีชื่อนางหมุยเตียง แซ่โกว เป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วร่วมกันทำทะเบียนบ้านปลอมขึ้นใหม่ โดยเพิ่มเติมชื่อนายซือลี แซ่ตั้ง ลงไปด้วยเพื่อประสงค์จะใช้ทะเบียนบ้านที่จำเลยทำปลอมให้เป็นต้นฉบับที่แท้จริง และมุ่งประสงค์จะให้เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่านายซือลี แซ่ตั้ง เป็นผู้อยู่ในบ้านเลขที่ ๖๘/๖ ซึ่งความจริงนายซือลี เป็นคนต่างด้าวเพิ่มเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ทำให้เสียหายแก่รัฐบาลไทยและเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๑ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๔ โดยการร่วมมือกับจำเลยที่ ๑,๒,๓ มีเจตนาทุจริต ทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายซือลี ไปทำให้เกิดการเสียหายแก่รัฐบาลและนายอำเภอพระโขนง ตามวันเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้ง ๔ ร่วมมือกันกระทำการดังกล่าวโดยเจตนาจะช่วยเหลือนายซือลี คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรไทยชั่วคราวได้อยู่อาศัยในประเทศได้ ตลอดไปในฐานะเป็นคนไทย เหตุเกิดที่ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษจำเลย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลอาญาเห็นว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ความตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ และ ๔ กระทำผิดตามฟ้องแต่สำหรับจำเลยที่ ๒ เป็นผู้เขียนเอกสารหมาย จ.๓๐ (ต้นฉบับทะเบียนบ้านที่มีชื่อนายซือลี) จึงไม่มีทางรอดพ้นความผิด ส่วนจำเลยที่ ๑ มีลายเซ็นชื่อปรากฎในช่องนายทะเบียนทั้งในเอกสาร จ.๓๐ และ จ.๑ (ทะเบียนบ้านฉบับนางหมุยเดียงยึดถือ) เรื่องลายเซ็นนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่ได้รับว่าลายเซ็นนั้นเป็นของตน แต่จำเลยที่ ๓ เคยให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนยอมรับว่าได้ลงนามไว้จริง ขณะมีการแจ้งย้ายคนออกไปจากบ้านเลขที่ ๖๙/๖ ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะตรวจสอบรายการในเอกสาร จ.๑ กับ จ.๓๐ ตรงกันหรือไม่ แต่จำเลยก็ไม่ตรวจสอบ โดยถี่ถ้วนเป็นการพิรุธอยู่ หากจำเลยไม่เพิกเฉยเสีย ความก็จะปรากฎขึ้นแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงร่วมสมคบในความผิดรายนี้ด้วยโดยไม่ส่งสัย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ ๒,๓ จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับจำเลยที่ ๓ นี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีพยานยืนยันอย่างใดว่ากระทำผิดดังฟ้อง + พนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๓ เพียงแต่สอบสวนในฐานะเป็นพยานโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๓ ร่วมกระทำผิดด้วย โดยหยิบยกเอาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การในฐานะพยานโจทก์มาวินิจฉัยลงโทษจำเลย ข้อนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ในคดีอาญานั้น พยานหลักฐานที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ต้องเป็นพยานหลักฐานโจทก์ ทั้งมีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเห็นพยาน เมื่อจะเอาจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ต้องหาก็ต้องสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ การที่พนักงานสอบสวนอ้างจำเลยที่ ๓ เป็นพยานในชั้นแรก จึงเป็นพยานที่มิชอบ อ้างเป็นพยานพิสูจน์ ว่าจำเลยที่ ๓ มีผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ศาลอุทธรณ์ ฟังคำให้การจำเลยที่ ๓ ที่ให้การเป็นโจทก์ในชั้นสอบสวนไม่ได้ เหตุที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาคำให้การนี้ขึ้นวินิจฉัยเพราะจำเลยที่ ๓ ให้การว่าได้ลงชื่อไว้ในเอกสาร จ.๑ และ จ.๑๐ จริง แต่เมื่อจำเลยที่ ๓ เบิกความแก้คดี จำเลยไม่รับว่าลายมือชื่อช่องนายทะเบียนเป็นลายมือของจำเลยโจทก์ก็ไม่มีพยานพิสูจน์ ในข้อนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้เกี่ยวข้องในการทำเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๓๐ ที่ศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๓ เพิกเฉยไม่รายงานเรื่องทะเบียนบ้านไม่ตรงกันเป็นข้อแสดงว่าร่วมมือด้วยกัน ยังไม่หนักแน่นพอ โจทก์ไม่มีพยานแสดงว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไร ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิด้วย จึงพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2506 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายโกศล วานิช กับพวกรวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายโกศล วานิช กับพวกรวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บริรักษ์จรรยาวัตร · จิตติ ติงศภัทิย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม. · ศาลอุทธรณ์ - นายประเทือง ชลายน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 880/2502ฎีกา 729/2489ฎีกา 4979/2541ฎีกา 1554/2521ฎีกา 884/2497ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1149/2536ฎีกา 8272/2553ฎีกา 1700/2548ฎีกา 2470/2515ฎีกา 1998/2553ฎีกา 4048/2528ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 915/2478ฎีกา 2429/2551ฎีกา 2414/2551ฎีกา 1172/2510ฎีกา 2670/2521ฎีกา 3361/2536ฎีกา 5253/2549ฎีกา 637/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา