⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 299/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คดีอาญาหนึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ไม่ถือเป็นคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตามกฎหมาย จึงไม่ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญาอีกคดีหนึ่งซึ่งมีข้อหาเดียวกันมาฟ้องระงับไป

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ต่อสาลชั้นต้นศาลหนึ่ง ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งฟ้องจำเลยในความผิดเดียวกันต่อศาลชั้นต้นอีกศาลหนึ่งการที่ศาลในคดีแรกพิพากษายกฟ้อง แต่ผู้เสียหายอุทธรณ์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้น ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญาของผู้เสียหายในคดีหลังมาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) เพราะหาใช่เป็นกรณีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้นไม่ คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 โดยกล่าวว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์รวมเป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยไม่คืนและขอผัดผ่อนเรื่อยมา โจทก์กำลังจะฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยได้โอนขายที่ดินพร้อมกับเรือนให้ญาติของจำเลยไปโดยทุจริตเพื่อโกงโจทก์มิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จำเลยไม่มีทรัพย์อื่นอีก ทำให้โจทก์เสียหาย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การว่า การโอนนั้นมิได้เจตนาฉ้อโกงโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 5 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าเป็นฟ้องซ้ำเพราะความผิดซึ่งโจทก์นำมาฟ้องนี้จำเลยถูกฟ้องที่ศาลแขวงธนบุรี เป็นกรรมเดียวกันและประเด็นข้อหาเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าได้ความว่า ในคดีนั้นนางจำรูญโจทก์ฟ้องว่านางจำรูญกำลังจะฟ้องเรียกเงินจากจำเลยและจำเลยโอนทรัพย์สินอย่างเดียวกับที่กล่าวในคดีนี้ด้วยเจตนาทุจริตคิดฉ้อโกงนางจำรูญมิให้ได้รับชำระหนี้คดีนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าไม่พอจะรับฟังว่าจำเลยทำการโอนโดยเจรนาจะมิให้นางจำรูญได้รับชำระหนี้และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) นั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง แต่ในกรณีนี้ปรากฏว่า คดีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องซ้ำนั้น เป็นคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หาใช่เป็นคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้นไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามพิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2507 นางสาวจารุวรรณ เพ็ญศิริกุล โจทก์ นายสงวน ยินดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวจารุวรรณ เพ็ญศิริกุล · จำเลย - นายสงวน ยินดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · ชวน สิงหลกะ · สำราญ ศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายธีรศักดิ์ กรรณสูตร · ศาลอุทธรณ์ - นายปาลพันธุ์ ปาณิกบุตร.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 361/2503ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 1435/2531ฎีกา 2690/2535ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2683/2522ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา