คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612-1613/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ถือเป็นเหตุร้ายสำคัญตามกฎหมาย ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดนอกเขตหมู่บ้านของตน หากกระทำไปก็ถือว่านอกเหนือหน้าที่และไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่เป็นเหตุร้ายสำคัญตามความหมาย พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 27(7)
ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดอาญาในหมู่บ้านของตนได้และมีอำนาจไปจับผู้ร้ายในหมู่บ้านใกล้เคียงได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุร้ายสำคัญ เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่เหตุร้ายสำคัญ ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีอำนาจไปจับกุมผู้ร้ายนอกเขตหมู่บ้านของตนก็เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ไม่มีอำนาจจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวน ศาลล่างพิจารณาพิพากษารวมกัน
โจทก์ฟ้องว่า นายศรศรีผู้ใหญ่บ้านกับนายหอมและนายเนตรจำเลย ไปจับกุมนายศรีล่ามโซ่ไว้ และใช้วาจาขู่เข็ญให้ให้เงิน นายศรีและนายพลอยมีความกลัวจึงส่งมอบเงินให้แก่จำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๙,๓๑๐,๓๓๗,๘๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นลงโทษนายศรศรีและนายเนตรจำเลย ให้ยกฟ้องเฉพาะนายหอมจำเลย
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ใได้วินิจฉัยมาแล้ว เรื่องนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่านายศรศรีผู้ใหญ่บ้านบ้านพรานกับนายเนตร และนายหอม จำเลย ไปจับกุมนายศรีคนบ้านสิ มาควบคุมโดยหาว่านายศรีเป็นคนลักไก่ได้ไปจับนอกเขตหมู่บ้านของนายศรีโดยไม่มีหมายจับ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๒๗ ข้อ ๗ ได้บัญญัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านจะต้องเรียกลูกบ้านของตนออกช่วยต่อสู้ติดตามจับผู้ร้ายเอาของกลางคืนในหมู่บ้านของตนหรือในหมู่บ้านใกล้เคียงได้ ต่อเมื่อเกิดเหตุจลาจล ฆ่ากันตาย ตีชิง ปล้นทรัพย์ ไฟไหม้หรือเหตุร้ายสำคัญ คำว่า เหตุร้ายสำคัญ จึงต้องเป็นเหตุร้ายทำนองดังกล่าว ความผิดลักทรัพย์ จึงยังไม่เป็นเหตุร้ายสำคัญ ตามความหมายของบทบัญญัติมาตรานี้ ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดอาญาในหมู่บ้านของตนได้ และจะมีอำนาจไปจับผู้ร้ายในหมู่บ้านใกล้เคียงได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุร้ายสำคัญดังกล่าวข้างต้น เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่เหตุร้ายสำคัญ นายศรศรีผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีอำนาจจับกุมนายศรีนอกเขตหมู่บ้านของตน การกระทำของนายศรศรีผู้ใหญ่บ้านเป็นการนอกเหนือหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน และไม่มีอำนาจจับกุมนายศรีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๗๘ การกระทำของนายศรีไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา ๘๐ นายศรศรีและนายเนตรจำเลยในฐานะราษฎรจึงไม่มีอำนาจจับกุมนายศรีตามมาตรา ๗๙ และนายศรศรีผู้ใหญ่บ้านไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับและไม่ได้ขอความช่วยเหลือนายเนตรจำเลยเพื่อจัดการตามหมายจับ ตามมาตรา ๘๒ จึงไม่มีจับกุม สำหรับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๒๘ ข้อ ๓ ก็บัญญัติเฉพาะกรณีให้ผู้ใหญ่บ้านจับหรือยึดของกลางนำส่งต่อกำนันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับอำนาจการจับกุมผู้ต้องหาอย่างใด การกระทำของนายศรศรีและนายเนตรจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐
ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยฎีกาเถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612 - 1613/2508
อัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์
นายศรศรี ศรแก้ว ที่ 1 นายหอม อุ่นใจ ที่ 2 จำเลย
อัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์
นายเนตร ธรรมะ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นายศรศรี ศรแก้ว ที่ 1 นายหอม อุ่นใจ ที่ 2 · โจทก์ - อัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นายเนตร ธรรมะ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วงษ์ วีระพงศ์ · วงษ์ วีระพงศ์ · มณี ชุติวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายไพจิตร ปุญญพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเช้า เฉลิมช่วง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา