⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 756/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ค่าฤชาธรรมเนียมที่ลูกหนี้ต้องเสียให้แก่รัฐตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 เป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องชำระแก่รัฐโดยตรง ส่วนจำนวนเงินที่ลูกหนี้ต้องใช้แทนเจ้าหนี้สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ได้เสียไปนั้น เป็นเพียงหนี้ที่ต้องชำระคืนตามธรรมดา เมื่อมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน ค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้ไม่เป็นหนี้บุริมสิทธิ จึงต้องนำไปเฉลี่ยส่วนได้เช่นเดียวกับหนี้สินธรรมดาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 319

ย่อคำพิพากษา

ค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 นั้น หมายถึง ค่าฤชาธรรมเนียมที่ลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่รัฐส่วนจำนวนเงินที่ลูกหนี้จะต้องใช้แทนเจ้าหนี้สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ได้เสียให้แก่รัฐไปแล้วนั้น แม้จะเรียกว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียม แต่แท้จริงก็เป็นจำนวนเงินที่ใช้แทนกันตามธรรมดา หาใช่ค่าฤชาธรรมเนียมอันลูกหนี้จะต้องเสียให้แก่รัฐไม่ จึงถือได้ว่าเป็นหนี้จำนวนหนึ่งอันลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ตามธรรมดานั่นเอง ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน การเฉลี่ยส่วนได้ของเจ้าหนี้ได้มีวิธีการกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 319 ว่า เมื่อหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ก็ให้ชำระหนี้ที่มีบุริมสิทธิเสียก่อน แล้วจึงเฉลี่ยตามส่วนของหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ที่ขอเฉลี่ย เมื่อค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้ไม่เป็นหนี้มีบุริมสิทธิ จึงต้องรวมเฉลี่ยให้เช่นเดียวกับหนี้สินธรรมดา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.319 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.329

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เดิม โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาลและศาลพิพากษาตามยอมให้นำเลยใช้ต้นเงินและค่าทนายความ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้นั้น ในชั้นบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดได้เงินรวมทั้งสิ้น ๑๗,๘๕๐ บาท แล้วมีเจ้าหนี้ของำจเลยตามคำพิพากษา ๑๒ รายร้องขอเฉลี่ย โจทก์และเจ้าหนี้ทุกรายต่างยอมให้เฉลี่ย ไม่คัดค้านซึ่งกันและกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้หักค่าธรรมเนียมชั้นบังคับคดีกับหนี้บุริมสิทธิรายหนึ่งออกเสียก่อนเงินที่เหลือจากนั้นก็คิดแบ่งให้เจ้าหนี้ด้วยวิธีรวมยอดหนี้สินตามคำพิพากษาของเจ้าหนี้แต่ละราย แล้วคำนวณเฉลี่ยให้ตามส่วน นางเอ่งสั้น ตรีสัตยพันธ์ เจ้าหนี้รายหนึ่งคัดค้านต่อศาลว่า การแบ่งเฉลี่ยงของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ เมื่อทรัพย์สินของจำเลยไม่พอชำระหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด ก็ต้องจัดสรรเฉลี่ยชำระหนี้อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมของเจ้าหนี้แต่ละรายเสียก่อน แล้วชำระค่าดอกเบี้ยและหนี้ประธานตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ ศาลชั้นต้นสั่งว่า วิธีการเฉลี่ยทรัพย์ให้แก่เจ้าหนี้ของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้องแล้ว ให้ยกคำร้อง เจ้าหนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าหนี้ยื่นฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อเจ้าหนี้แต่ละรายนั้นเป็นหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ที่โจทก์ฎีกาขอให้คิดเฉลี่ยค่าฤชาธรรมเนียมของแต่ละคดีชำระหนี้เป็นอันดันแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าค่าฤชาธรรมเนียมในที่นี้หมายถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่ลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่รัฐ กฎหมายจึงบัญญัติให้ใช้แก่รัฐเสียก่อน เพื่อไม่ให้เสียหายแก่ส่วนรวม ส่วนจำนวนเงินที่ลูกหนี้จะต้องใช้แทนเจ้าหนี้สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ได้เสียให้แก่รัฐไปแล้วนั้น แม้จะเรียกว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมแต่แท้จริงก็เป็นจำนวนเงินที่ใช้แทนกันตามธรรมดา หาใช่ค่าฤชาธรรมเนียมอันลูกหนี้จะต้องเสียให้แก่รัฐไม่ จึงถือได้ว่าเป็นหนี้จำนวนหนึ่งอันลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ตามธรรมดานั่นเอง ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน การเฉลี่ยส่วนได้ของเจ้าหนี้ได้มีวิธีการกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๓๑๙ ว่า เมื่อหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ก็ให้ชำระหนี้ที่มีบุริมสิทธิเสียก่อน แล้วจึงเฉลี่ยตามส่วนของหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ที่ขอเฉลี่ย เมื่อค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้ไม่เป็นหนี้มีบุริมสิทธิดังได้วินิจฉัยมาแล้วก็ต้องรวมเฉลี่ยให้เช่นเดียวกับหนี้สินธรรมดา โดยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในผล ฎีกาของเจ้าหนี้ผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ยกฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2508 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขานครศรีธรรมราช โดยนายประสงค์ สิงหโกวินท์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางภิรมย์ กาลารักษ์หรือกาละรักษ์ ที่ ๑ นายโมติราม กาลารักษ์ หรือ กาละรักษ์ ที่ ๒ จำเลย นางเอ่งสั้น ตรีสัตยพันธ์ ผ.ร.

รายละเอียดคดี

คู่ความโดยนายประสงค์ - ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขานครศรีธรรมราช · โจทก์ - สิงหโกวินท์ ผู้รับมอบอำนาจ · กาละรักษ์ - นางภิรมย์ กาลารักษ์หรือกาละรักษ์ ที่ ๑ นายโมติราม กาลารักษ์ หรือ · จำเลย - ที่ ๒ · ผ.ร. - นางเอ่งสั้น ตรีสัตยพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสนอ บุณยเกียรติ · เชื้อ คงคากุล · ห้วน ประชาบาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายพินิจ สังขนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปันโน สุขทรรศนีย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 962/2493ฎีกา 5881/2541ฎีกา 5007/2536ฎีกา 6779/2539ฎีกา 670/2549ฎีกา 677/2503ฎีกา 4703/2550ฎีกา 8870/2550ฎีกา 3181/2528ฎีกา 1145/2494ฎีกา 8192/2560ฎีกา 609/2526ฎีกา 1252/2501ฎีกา 271/2549ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 1990/2519ฎีกา 1623/2537ฎีกา 1767/2527ฎีกา 5378/2544ฎีกา 1776/2512ฎีกา 4101/2539ฎีกา 7569/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา