⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 708/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การแจ้งการครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องมีพยานเอกสารเสมอไป สามารถสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงที่ตั้งของที่ดินได้ * การกำหนดค่าทนายความให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นดุลพินิจของศาลตามรูปคดี * การเข้าครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 ใช้บังคับ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบ ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองต่อสู้กับรัฐได้ * การไม่แจ้งการครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการสละสิทธิครอบครอง ทำให้รัฐมีอำนาจจัดที่ดินนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จะฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองอยู่ตรงไหน มิได้มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง กรณีจึงไม่ต้องห้ามในการที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้นั้นเป็นที่ดินตรงไหน เรื่องจะกำหนดให้ฝ่ายใดต้องเสียค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเท่าใดนั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นเรื่อง ๆ ไป แล้วแต่รูปคดี มิใช่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์ แล้วศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยเสียค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์เสมอไป ที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองภายหลังวันประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการเข้าครอบครองโดยมิชอบ ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองขึ้นต่อสู้กับรัฐได้ แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่รกร้างว่างเปล่าตลอดมา 10 ปีเศษแล้ว แต่เมื่อจำเลยมิได้แจ้งการครอบครองภายในเวลาตามที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ ต้องถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว รัฐมีอำนาจจัดที่ดินนั้นได้. (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2509 เป็นการประชุมเพื่อหาคณะ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารมิให้เข้าไปขัดขวางเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินหรือออกค่าใช้จ่ายในการทำลายให้แก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่โจทก์ฟ้อง จำเลยได้รับมรดกที่พิพาทและครอบครองเป็นเจ้าของมากว่า ๑๐ ปีแล้ว โจทก์ฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม นายอำเภอตะกั่วทุ่งได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และไม่เป็นฟ้องซ้ำ และที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกจากพื้นที่ภายในเส้นสีม่วงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปขัดขวางเกี่ยวข้อง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้ หรือออกค่าใช้จ่ายในการทำลายให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ดินภายในเส้นสีม่วงเป็นที่ที่จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ส่วนที่ดินนอกเส้นสีม่วงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕ กำหนดไว้ จึงถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดิน รัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวได้ จำเลยไม่อาจเข้ายึดถือครอบครอง ก่นสร้าง หรือเผาป่า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายที่ดินได้ พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยจะสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขว่าที่พิพาทภายในเส้นสีม่วงเป็นที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้มิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ นั้น การที่จะพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองอยู่ตรงไหนมิได้มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง กรณีจึงไม่ต้องห้ามในการที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองไว้นั้นเป็นที่ดินตรงไหน และฟังว่าที่ที่จำเลยนำสืบเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่พิพาทภายในเส้นสีม่วงนั่นเอง ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์ยังไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่าในเรื่องจะกำหนดให้ฝ่ายใดต้องเสียค่าทนายความให้อีกฝ่ายหนึ่งเท่าใดนั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นเรื่อง ๆ ไป แล้วแต่รูปคดี มิใช่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายอย่างสูงแก่โจทก์ แล้วศาลจะต้องกำหนดให้จำเลยเสียค่าทนายความอย่างสูงแก่โจทก์เสมอไป เท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นั้นเหมาะสมกับรูปคดีแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ที่จำเลยครอบครองไว้นั้นกินถึงที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาททั้งหมดนั้น เห็นว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินภายในเส้นสีม่วงซึ่งเป็นที่มรดกของจำเลยเท่านั้น ส่วนที่พิพาทภายในเส้นสีแดงเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองภายหลังวันประกาศใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองขึ้นต่อสู้กับรัฐได้ หรือถึงจำเลยจะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา แต่จำเลยก็มิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาตามที่พระราขบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ กำหนดไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว รัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์จำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509 จังหวัดพังงา และผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา โดยนายชู สุคนธมัต ในฐานะผู้ว่า มหาดไทย โจทก์ นายอาณัติ แสงสวัสดิ์ จำเลย นายอำเภอตะกั่วทุ่ง โดยนายบุญฤกษ์ ปิยกาญจนะ นายอำเภอตะกั่วทุ่ง ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะผู้ว่า - จังหวัดพังงา และผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา โดยนายชู สุคนธมัต · โจทก์ - มหาดไทย · จำเลย - นายอาณัติ แสงสวัสดิ์ · ผู้ร้อง - นายอำเภอตะกั่วทุ่ง โดยนายบุญฤกษ์ ปิยกาญจนะ นายอำเภอตะกั่วทุ่ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มณี ชุติวงศ์ · อรรถไพศาลศรุดี · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายบัณฑิต พรหมบุญญา · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 1452/2511ฎีกา 79/2501ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3651/2526ฎีกา 1561/2520ฎีกา 6801/2540ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1550/2493ฎีกา 3649/2525ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 8337/2540ฎีกา 6620/2550ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 533/2521ฎีกา 1302/2535ฎีกา 10842/2558ฎีกา 581/2530ฎีกา 1403/2515ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา