⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1504/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่มีประโยชน์แก่คดี ศาลจะวินิจฉัยหรือไม่ก็ได้

ย่อคำพิพากษา

อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายข้อใดที่ไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย หรือไม่เป็นข้อแพ้ชนะ หรือไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของผู้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนั้น และถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ทุกข้อไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไปแล้ว ก็มีอำนาจที่จะไม่วินิจฉัยอุทธรณ์นั้นทั้งหมดได้ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งบังคับคดีในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินคำขอของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นไปแล้ว และศาลชั้นต้นได้งดหมายจับนั้นแล้ว ทั้งไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำบังคับของศาลต่อไปอีก ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์แก่คดี ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้ยกฎีกานั้นโดยไม่ต้องวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งมอบอำนาจให้โจทก์ที่ ๒ครอบครองใช้ประโยชน์และจัดการ จำเลยต่อสู้หลายประการ และฟ้องแย้งขอให้แสดงว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ รวมทั้งเรียกค่าสินไหมทดแทน โจทก์ให้การปฏิเสธฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร พร้อมทั้งให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท และให้ยกฟ้องแย้ง โดยมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วัน จำเลยขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอเสียค่าธรรมเนียมได้ ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องถ้าจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ ให้ชำระค่าธรรมเนียมภายใน ๑๕ วัน จำเลยทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๐๙ และศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายในวันที่ ๒๗เดือนนั้น เวลา ๑๕ นาฬิกา ครั้นวันที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่อีกไม่ได้ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๙ เจ้าหน้าที่รายงานว่า จำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมอุทธรณ์ภายในกำหนดตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายฟ้องอุทธรณ์วันนั้นโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยและบริวารยังไม่ออก ยังไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ขอให้เรียกจำเลยมาสอบถามเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลย ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยไม่มา จึงออกหมายจับ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนหมายจับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่าขอปฏิบัติตามคำสั่งศาลทุกประการแต่ขอผ่อนเวลาอีก ๖ เดือนขอให้ระงับการจับกุม ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อม ส่วนจำเลยให้รับตัวขังไว้ งดหมายจับ และอนุญาตให้จำเลยมีประกันตัวไป วันนัดพร้อม โจทก์ยอมให้เวลา ๗ วัน จำเลยยอมรับ ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับให้เสร็จภายใน ๗ วันต่อมาจำเลยก็ปฏิบัติตามคำบังคับเสร็จสิ้นแล้ว และโจทก์ไม่ติดใจบังคับคดีต่อไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเกี่ยวกับหมายจับว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไป ให้จำหน่ายคดี จำเลยฎีกาว่า ๑.ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่กลับสั่งจำหน่ายคดีเป็นการผิดหลักและนอกประเด็น ๒.คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งบังคับคดี การออกหมายจับไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อ ถ้าอุทธรณ์ข้อใดไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย หรือไม่เป็นข้อแพ้ชนะ หรือไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนั้น และถ้าเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไปแล้วก็มีอำนาจที่จะไม่วินิจฉัยอุทธรณ์นั้นทั้งหมดได้ หาเป็นการผิดหลักหรือนอกประเด็นไม่ ฎีกาข้อสอง ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลแล้ว จนกระทั่งโจทก์ไม่ติดใจบังคับคดีต่อไป และหมายจับก็งดแล้ว การที่จะวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งบังคับคดีหรือไม่ และการออกหมายจับชอบด้วยกฎหมายและเกินคำขอของโจทก์หรือไม่จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีเลย เพราะจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นไปแล้ว และศาลชั้นต้นได้งดหมายจับจำเลยแล้ว ทั้งไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลต่อไปอีก ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยเหล่านี้ พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2511 กระทรวงการคลัง (โดยนายเสริม วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการ) ที่ 1 กระทรวงศึกษาธิการ (โดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการ) ที่ 2 โจทก์ นายไพฑูริย์ วิริยศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความวินิจฉัยกุล - กระทรวงการคลัง (โดยนายเสริม · (โดยหม่อมหลวงปิ่น - รัฐมนตรีว่าการ) ที่ 1 กระทรวงศึกษาธิการ · โจทก์ - มาลากุล รัฐมนตรีว่าการ) ที่ 2 · จำเลย - นายไพฑูริย์ วิริยศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โชค จารุจินดา · วงษ์ วีระพงศ์ · บัญญัติ สุขารมณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายกิตติ สีหนนทน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 7980/2551ฎีกา 273/2501ฎีกา 609/2526ฎีกา 6025/2538ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 2018/2548ฎีกา 1022/2551ฎีกา 7154/2551ฎีกา 3350/2538ฎีกา 1268/2515ฎีกา 8366/2557ฎีกา 5272/2544ฎีกา 361/2539ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 780/2535ฎีกา 4041/2542ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 4473/2541ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1498/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา