⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1610/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินโดยอาศัยสิทธิของตนเองก่อนที่บุคคลอื่นจะทำสัญญาเช่าทรัพย์สินนั้น แม้ต่อมาจะถูกปฏิเสธไม่ให้เช่า ก็ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของผู้เช่า และผู้เช่าไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่บุคคลนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยครอบครองที่พิพาทมาก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของ แม้ต่อมาจำเลยจะขอเช่าจากเจ้าของและเจ้าของไม่ยอมให้เช่า จำเลยก็หาได้ครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิโจทก์ไม่ โจทก์จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยคงอยู่ในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของ มิใช่ละเมิดต่อโจทก์ซึ่งยังมิได้รับมอบการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.54 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขออาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินซึ่งโจทก์เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์ต้องการที่ดินคืนบอกกล่าวให้จำเลยออก จำเลยกลับขัดขืนให้บังคับรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไป และใช้ค่าเสียหาย จำเลขต่อสู้ว่า จำเลยมิได้อาศัยโจทก์แต่ได้เซ็งที่ดินจากนายจิตร ผู้ทรงสิทธิการเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริญ์ เมื่อวันที่ ๗สิงหาคม ๒๕๐๐ และต่อเติมอาคารโดยได้รับอนุญาตจากเทศบาลเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๐๗ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง วันสืบพยานโจทก์ โจทก์ส่งเอกสาร จ.๑,๒,๓,๔ และจำเลยส่งเอกสาร ล. ๑ คู่ความต่างรับรองเอกสารเหล่านั้น โจทก์แถลงว่าในประด็นข้อที่ว่า จำเลยขออาศัยและค่าเสียหาย โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน และโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์ทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ จำเลยเพิ่งยื่นคำร้องขอเช่าเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๐๙ และยังไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยรื้อบ้านและสิ่งปลูกบ้านออกไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากาษยืน จำเลยฎีกาต่อมา ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้อง คำให้าการและคำรับของคู่ความประกอบพยานเอกสารฟังได้ว่า ที่พิพาทหนี้เดิมนายจิรต ไทรสาหร่าย เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีเนื้อที่ ๗.๙๑ ตารางวา วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๐ จำเลยได้ขอเซ้งที่นี้ยาว ๑๐ ศอก กว้าง ๗ ศอก จากนายมิตร แล้วจำเลยได้ต่อเติมบ้านของจำเลยเข้ามาในที่ซึ่งจำเลยเซ้งจากนายจิตร วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๐๐ โจทก์ได้ซื้อห้องแถวของนายจิตรที่ปลูกอยู่ในที่ดินตามเอกสาร จ.๔ แล้วต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ตามเอกสาร จ.๓ ส่วนจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอเช่าที่แปลงนี้เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๐๗ ตามเอกสาร จ.๒ แต่ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่อนุญาตให้จำเลยเช่า ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้คู่ความิได้พิพาทกันในเรื่องแย่งสิทธิการเช่าว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน จำเลยครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่พิพาทนี้จำเลยหาได้เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยคงอยู่ในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธินั้น เป็นการละเมิดด่อเจ้าของที่ดินหาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองในที่พิพาทโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (ศริ มลิลา แถม สิริสาลี เสลา หัมพานนท์) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2512 นายเพียง แซ่ตั้ง โจทก์ นายบุญยงค์ เริงสำราญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเพียง แซ่ตั้ง · จำเลย - นายบุญยงค์ เริงสำราญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประมวล สุวรรณจินดา · ศาลอุทธรณ์ - นายศวิต สมหวัง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3806/2549ฎีกา 4161/2532ฎีกา 1712/2539ฎีกา 5692/2538ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1538/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา