⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1893/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1893/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องจะสมบูรณ์เมื่อทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียว แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอนเป็นหนังสือ

ย่อคำพิพากษา

การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น เพียงทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวก็สมบูรณ์หาจำต้องลงลายมือชื่อผู้รับโอนด้วยไม่ แต่การโอนนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอน โดยได้ทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ การโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลานั้น ย่อมโอนกันได้ หาต้องห้ามตามกฎหมายไม่ เพราะสิทธิที่โอนมีอยู่อย่างไรเท่าใด ผู้รับโอนก็รับโอนไปเพียงนั้นเท่านั้น จำเลยโอนสิทธิที่จะได้รับค่าระวางเรือส่วนลดจากบริษัทเรือให้แก่ธนาคารผู้ร้อง เพื่อที่จำเลยจะได้เบิกเงินเกินบัญชีจากผู้ร้องต่อไปอีกตามข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ได้กระทำขึ้นหลังจากที่ผู้ร้องได้แสดงเจตนาจะปิดบัญชีไม่ยอมให้จำเลยเบิก เพราะจำเลยยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่ถึงหนึ่งล้านบาทเศษ และเกินยอดสูงสุดที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.144 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.153 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.303 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.114

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีนี้พิพาทกันมาตั้งแต่คดีที่โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่๑ ยอมความยอมใช้หนี้ โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับจากบริษัทเรือ ๔ บริษัทผู้ร้องได้ร้องขอให้ถอนการอายัด อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แล้วพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เงินที่ถูกอายัดดังกล่าว ทางกองหมายได้รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าได้โอนมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดไว้ในคดีนี้แล้ว ผู้ร้องได้ร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และได้ถอนคำร้องขอในคดีเดิมนั้นเสีย ใจความที่ร้องมีว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการที่จะได้เงินค่าระวางเรือส่วนลดจากบริษัทเดินเรือทั้งสี่ให้แก่ผู้ร้องแล้วโดยทำเป็นหนังสือโอนสิทธิ ตลอดจนบอกกล่าวให้ผู้ร้องและบริษัทเดินเรือทราบ และบริษัทเดินเรือทั้งสี่ก็ยอมจ่ายเงินแก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีสิทธิที่จะเอาเงินจำนวนที่จะได้จาก ๔ บริษัทนี้เข้าเป็นกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งว่าเงินทั้งสี่จำนวนที่บริษัทเดินเรือส่งมาไว้นั้น และเงินทั้งหมดที่จะได้จากบริษัทเดินเรือทั้งสี่รายนี้เป็นผู้ร้อง ให้คืนแก่ผู้ร้อง โจทก์แก้คดีว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินเหล่านี้ให้ผู้ร้อง แต่เสนอขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากผู้ร้อง และยอมให้เอาเงินค่าระวางเรือส่วนลดที่จะได้รับชดใช้หนี้นั้น แต่แล้วผู้ร้องไม่ยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิกเงินเกินบัญชี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิรับเงินค่าระวางเรือส่วนลดนี้ ทั้งสิทธินี้ยังมีเงื่อนไขเงื่อนเวลาบังคับอยู่ จึงหาได้โอนไปเป็นของผู้ร้องไม่ โจทก์ขออายัดไว้ตั้งแต่เงื่อนไขเงื่อนเวลายังไม่ทันสำเร็จ ผู้ร้องจึงหมดสิทธิ การโอนกระทำระหว่าง ๓ ปี ก่อนล้มละลาย โดยไม่สุจริต และไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขอถอนตัว แต่มีเจ้าหนี้อื่นดำเนินการคัดค้านแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้ต้นขอให้กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ผู้รองแถลงไม่สืบพยานเพิ่มเติมจากที่ได้เสนอไว้ในชั้นไต่สวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า เงินสี่จำนวนที่บริษัทเคี่ยนหงวน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทดีทแฮล์ม จำกัด, บริษัทเบนไลน์สตีมเมอร์ส จำกัด , บริษัทอิสต์เอเซียติ๊ก จำกัด ส่งมาเป็นเงิน ๖๗,๖๐๐.๑๗ บาท, ๘๘,๔๒๘.๗๐ บาท, ๘๖,๖๙๙.๕๙ บาท และ ๒๔๓,๐๔๐ บาท ตามลำดับซึ่งพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดถือไว้ในฐานะเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ผู้ล้มละลายนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากการใช้สิทธิเรียกร้องที่ตกไปเป็นของผู้ร้องอยู่ก่อนโดยชอบแล้ว รวมทั้งผู้ร้องมีสิทธิใเงินที่หากจะพึงได้จากสี่บริษัทนี้อีกตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมานั้น ซึ่งเป็นค่าระวางเรือส่วนลด ๑๐% ในงวดครึ่งปีหลัง พ.ศ. ๒๕๐๓ และงวดครึ่งปีแรก พ.ศ. ๒๕๐๔ เงินที่เรียกเก็บมาไว้แล้วและที่จะพึงได้อีกเหล่านี้ไม่ตกอยู่ในกองทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ผู้ล้มละลาย แต่เป็นของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินที่รักษาไว้แล้วนั้นให้ผู้ร้องไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ฎีกาข้อ ๑ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ กับผู้ร้องมิได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องไว้ต่อกัน ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๐๖ บัญญัติไว้แต่เพียงว่า การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์ และโอนนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น โดยทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ หากได้บัญญัติว่าการโอนสิทธิเรียกร้องจะทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอนไม่ ฉะนั้นการโอนสิทธิเรียกร้องที่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวก็เป็นการสมบูรณ์ เอกสาร ร.๓๓ ถึง ๔๔ เป็นหนังสือที่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าหนี้ทำขึ้น แสดงเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องค่าระวางเรือส่วนลดที่มีต่อบริษัทเรือทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่ผู้ร้อง โดยบอกกล่าวให้บริษัทเรือจ่ายค่าระวางเรือส่วนลดนั้น ๆ ให้แก่ผู้ร้อง ถือได้ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้ทำเป็นหนังสือเป็นการสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อ ๒ ศาลฎีกาเห็นว่า การโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีเงื่อนไขเงื่อนเวลานั้น ย่อมโอนกันได้ เพราะสิทธิที่โอนอย่างไรเท่าใด ผู้รับโอนก็รับโอนไปเพียงนั้นเท่านั้น หาต้องห้ามตามบทกฎหมายไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ตามเอกสารว่า จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทเรือจ่ายค่าระวางส่วนลดสำหรับครึ่งปีแรก พ.ศ. ๒๕๐๔ แก่ผู้ร้อง เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องโดยเด็ดขาดและสมบูรณ์แล้ว ฎีกาข้อ ๓ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริง เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่ต่อบริษัทเรือให้แก่ผู้ร้องไปโดยเด็ดขาดแล้ว มิใช่เพียงเพื่อประกันหนี้จำเลยที่ ๑ กู้ผู้ร้อง ผลแห่งการโอนสิทธิเรียกร้องโดยเด็ดขาด ย่อมทำให้สิทธิที่จะได้รับค่าระวางเรือส่วนลดตกเป็นของผู้ร้อง ขาดจากการเป็นสิทธิหรือทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ สิทธิเรียกกร้องรายนี้จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจัดการครอบครองของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฎีกาข้อสุดท้าย ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑โอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ให้ผู้ร้อง ก็เพื่อจำเลยที่ ๑ จะได้เบิกเงินเกินบัญชีจากผู้ร้องต่อไปอีกตามข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้องที่ได้กระทำขึ้นหลังจากที่ผู้ร้องได้แสดงเจตนาจะปิดบัญชีไม่ยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิก เพราะจำเลยที่ ๑ ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่ถึงหนึ่งล้านบาทเศษ และเกินยอดสูงสุดที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1893/2512 บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กรรมการ โจทก์ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ดยนายยอนแฮรี่ วิลเลียมมารแชล ผู้จัดการ ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหแป้งมันและพืชผงไทย ที่ 1 นางเซาะฮั้ว แซ่เจี่ย ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กรรมการ · ผู้ร้อง - ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ดยนายยอนแฮรี่ วิลเลียมมารแชล ผู้จัดการ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหแป้งมันและพืชผงไทย ที่ 1 นางเซาะฮั้ว แซ่เจี่ย ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · บัญญัติ สุขารมณ์ · วินัย ทองลงยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายศิริ กลัมพะสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม ทัตภิรมย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3987/2541ฎีกา 4339/2550ฎีกา 451/2491ฎีกา 1444/2523ฎีกา 9212/2538ฎีกา 5324/2542ฎีกา 41/2536ฎีกา 802/2544ฎีกา 8056/2540ฎีกา 19883/2555ฎีกา 536/2498ฎีกา 6631/2568ฎีกา 4561/2545ฎีกา 2409/2551ฎีกา 827/2523ฎีกา 295/2508ฎีกา 4306/2528ฎีกา 2584/2543ฎีกา 6210/2534ฎีกา 4872/2550ฎีกา 878/2518ฎีกา 1490/2538ฎีกา 15233/2553ฎีกา 1084/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา