คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1407/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความตกลงท้ากันให้ส่งเอกสารไปพิสูจน์ลายมือชื่อโดยมิได้ระบุตัวผู้เชี่ยวชาญ ศาลย่อมมีอำนาจส่งเอกสารให้ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานที่ระบุตรวจพิสูจน์ได้ และหากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญชัดเจน ศาลไม่จำเป็นต้องเรียกมาเบิกความอีก
ย่อคำพิพากษา
คู่ความตกลงท้ากันให้ส่งเอกสารไปยังกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ เพื่อพิสูจน์ลายมือชื่อ โดยมิได้ระบุตัวผู้เชี่ยวชาญไว้ ศาลย่อมส่งเอกสารไปให้ผู้เชี่ยวชาญของกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ คนใดคนหนึ่งตรวจพิสูจน์ก็ได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 เมื่อผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นเป็นหนังสือ และไม่มีความจำเป็น ศาลก็ไม่ต้องเรียกมาให้เบิกความรับรองหรืออธิบายด้วยวาจาอีก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์ไป โดยจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้รายนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินให้โจทก์ ขอให้จำเลยร่วมกันใช้เงินต้นและดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้กู้เงินไปและยังไม่ได้ชำระจริง
จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธว่าไม่เคยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ของตน
ชั้นชี้สองสถาน โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ท้ากันเป็นประเด็นข้อแพ้ชนะประเด็นเดียวว่า ลายเซ็นจำเลยที่ ๒ ในหนังสือสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้อง เป็นลายเซ็นคน ๆ เดียวกับที่จำเลยที่ ๒ เซ็นไว้ในใบแต่งทนายหรือไม่ โดยขอให้ศาลส่งเอกสารดังกล่าวไปพิสูจน์ยังกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ โดยตกลงกันให้พิสูจน์แต่เพียงคำว่า "นางสมหมาย" เท่านั้น หากผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นยืนยันหรือเชื่อว่าเป็นลายมือบุคคลคนเดียวกันแล้ว จำเลยที่ ๒ ยอมแพ้ หากกลับกัน โจทก์ยอมแพ้
ศาลชั้นต้นดำเนินการตามข้อตกลงของคู่ความ ผู้เชี่ยวชาญกรมตำรวจตรวจพิสูจน์แล้วเห็นว่าน่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ในการที่โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ท้ากันให้ส่งเอกสารดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์นั้น มิได้ระบุตัวผู้เชี่ยวชาญไว้ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าให้ผู้เชี่ยวชาญของกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ก็ได้ และปรากฏว่าต่อมาศาลชั้นต้นได้มีหนังสือส่งเอกสารไปให้พันตำรวจเอกนิรุช ไกรฤกษ์ เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ จึงถือได้ว่าได้มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญแล้ว เพราะศาลได้ออกคำสั่งกำหนดตัวผู้เชี่ยวชาญให้ทำการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๙, ๑๒๙
ส่วนที่พันเอกนิรุช ไกรฤกษ์ มิได้มาเบิกความรับรองรายงานการตรวจพิสูจน์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๐ บัญญัติว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งอาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการ ฯลฯ และกรณีเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกให้พันตำรวจเอกนิรุช ไกรฤกษ์ มาเบิกความหรืออธิบายด้วยวาจาอีก
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1407/2513
นายสุชาติ ชาญลิขิต โจทก์
นายคนึง บุญเชิด ที่ 1 นางสมหมาย ถนัดงาน ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุชาติ ชาญลิขิต · ล. - นายคนึง บุญเชิด ที่ 1 นางสมหมาย ถนัดงาน ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน พูนคำ · ทองคำ จารุเหติ · ประพนธ์ ศาตะมาน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายปรีชา สุมาวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมบัติ วังตาล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา