⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 149-150/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149-150/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อลักทรัพย์ หรือเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากการจับกุม ถือเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และหากมีผู้กระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยใช้ปืนยิงเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ถือเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้กำลังกระชากสร้อยจนขาดจากคอผู้เสียหาย และพวกจำเลยในกลุ่มที่วิ่งหนีได้ใช้ปืนยิงพวกผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ เมื่อกำลังวิ่งไล่ติดตามพวกคนร้ายอย่างกระชั้นชิด เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาเอาทรัพย์นั้นไปให้พ้นจากการจับกุม การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และเมื่อมีผู้กระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยใช้ปืนยิงเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายแล้ว ก็เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 4

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวน ศาลสั่งพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องและยื่นคำร้องเพิ่มเติมฟ้องใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองสำนวนกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง และพวกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเยาวชนได้แยกฟ้องยังศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางต่างหาก ได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย สมคบกันมีอาวุธปืนไปทำการปล้นทรัพย์ของนางสงวน ได้ใช้กำลังกายกดคอนางสงวน และใช้อาวุธปืนยิงนายกิมซ้วนซึ่งเข้าทำการจับกุม เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เจ้าพนักงานได้อาวุธและกระสุนปืนจากจำเลยที่ ๑ นายหนุ่ม จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีแดงที่ ๓๑๑๕/๒๕๑๐ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสองและสี่ และมาตรา ๘๓ และให้นับโทษนายหนุ่มจำเลยต่อจากคดีอาญาแดงที่ ๓๑๑๕/๒๕๑๐ จำเลยที่ ๑ และ ๒ ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดฐานชิงทรัพย์ ต่อมาได้ถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่ว่าได้กระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จำเลยที่ ๓ และนายหนุ่มจำเลยให้การปฏิเสธ นายหนุ่มรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในสำนวนคดีอาญาแดงที่ ๓๑๑๕/๒๕๑๐ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กับนายหนุ่มจำเลยกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ วางโทษจำคุกคนละ ๒๐ ปี จำเลยที่ ๑ อายุ ๑๘ ปี ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๖ จำคุก ๑๕ ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ทางพิจารณา ลดให้คนละ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ สิบปี จำเลยที่ ๒ และนายหนุ่มจำเลยคนละ ๑๓ ปี ๔ เดือน ให้นับโทษนายหนุ่มจำเลยต่อจากสำนวนคดีอาญาแดงที่ ๓๑๑๕/๒๕๑๐ ของกลางริบ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายหนุ่มอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดจริง และเห็นด้วยที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอายุ ๑๘ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ แต่ที่ศาลชั้นต้นลดมาตราส่วนโทษให้แล้วคงจำคุกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรก ๑๕ ปีนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสาม หรือ กึ่งหนึ่งก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นจะลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ ๑ มานั้นเป็นการไม่ถูกต้องตามมาตรา ๗๖ สมควรลดมาตราส่วนให้จำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรกหนึ่งในสาม จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรกมีอายุ ๑๘ ปี ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นคงหนึ่งในสามตามมาตรา ๗๖ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรก สิบสามปีสี่เดือน และมีเหตุบรรเทาโทษเพราะคำรับของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรก แปดปีสิบเดือนยี่สิบวัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม นายชุ่ม ด้วงเอี่ยม และนายหนุ่ม รอดบุบผา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า นายชุ่มจำเลยที่ ๒ กับนายหนุ่มได้ร่วมกันกระทำความผิด ที่นายชุ่ม จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำผิดวิ่งราวทรัพย์เท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีนายหนุ่มจำเลยได้ร่วมกระทำผิดด้วย นอกจากนั้นยังได้ความจากพยานโจทก์ว่า นายหนุ่มจำเลยได้ใช้กำลังกระชากสร้อยจนขาดจากคอ ตอนนายหนุ่มจำเลยหกล้มแล้ว พวกในกลุ่มที่วิ่งหนีได้ใช้ปืนยิงนายกิมช้วนได้รับบาดเจ็บ เมื่อกำลังวิ่งไล่ติดตามพวกคนร้ายอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาเอาทรัพย์นั้นไปให้พ้นจากการจับกุม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ดังที่นายชุ่มจำเลยฎีกา และเมื่อปรากฏมีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยใช้ปืนยิงเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายแล้ว ก็เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149 - 150/2513 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายสมพงษ์ หรือ เตี้ย เงินจารีย์ ที่ 1 นายชุ่ม ด้วงเอี่ยม ที่ 2 นายวันชัย หรือแดง เคนอรัญที่ 3 จำเลย พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายหนุ่ม รอดบุบผา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 1 - นายสมพงษ์ หรือ เตี้ย เงินจารีย์ ที่ · จำเลย - นายชุ่ม ด้วงเอี่ยม ที่ 2 นายวันชัย หรือแดง เคนอรัญที่ 3 · โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายหนุ่ม รอดบุบผา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจิต ไชยาคำ · โกวิท ถิระวัฒน์ · จำรูญ โชติรัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายผสม จิตรชุ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2018/2526ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3144/2527ฎีกา 1176/2519ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3639/2530ฎีกา 2299/2532ฎีกา 2473/2520ฎีกา 1908/2528ฎีกา 15717/2553ฎีกา 333/2527ฎีกา 599/2532ฎีกา 1072/2534ฎีกา 1946/2527ฎีกา 1637/2528ฎีกา 1587-1588/2503ฎีกา 6028/2552ฎีกา 1360/2509ฎีกา 1668/2522ฎีกา 1985/2531ฎีกา 730/2509ฎีกา 2274/2525ฎีกา 4268/2552ฎีกา 947/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา