⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1173/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ถูกยึดในคดีอื่น ต้องพิสูจน์ว่าไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ได้.

ย่อคำพิพากษา

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อขออนุญาตเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกยึดในคดีอื่น มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่า ตนไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น พฤติการณ์ที่ถือได้ว่าผู้ยื่นคำขอเฉลี่ยไม่สุจริต

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและศาลขายทอดตลาดได้เงิน ๒๑,๑๐๐ บาท ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ อยู่ ๑๒,๐๐๐ บาท ตามคำพิพากษา จำเลยยังไม่ชำระหนี้และทรัพย์สินอื่นก็ไม่มี โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องสมยอมกับจำเลยและทรัพย์ของจำเลยยังมีอยู่อีก ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องได้รับเฉลี่ยทรัพย์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขออนุญาตต่อศาลขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกยึดในคดีอื่นนั้น ไม่ใช่ว่าผู้ขอเฉลี่ยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ด้วยเท่านั้น ก็มีสิทธิได้รับการเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก เพราะความในวรรคสองที่ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่ในกรณีเดียว คือศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอเฉลี่ยไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมแสดงอยู่แล้วว่าผู้ยื่นคำขอเฉลี่ยต้องนำสืบความข้อนี้ให้ศาลเห็นเช่นนั้นด้วยศาลจึงจะอนุญาตให้เฉลี่ยได้ ผู้ร้องตอบถามค้านว่า จำเลยที่ ๑ มีหลักทรัพย์ เมื่อจำเลยที่ ๑ กู้เงินไปหมื่นบาทนั้น จำเลยที่ ๑ ได้เอา ส.ค.๑ เลขที่ ๙ มาให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันด้วย ขณะนี้ ส.ค.๑ ยังอยู่ที่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าใจว่าหากจะยึดมาขายทอดตลาด คงไม่พอชำระหนี้ หากผู้ร้องเฉลี่ยหนี้จากโจทก์ได้เงินไม่ขาดมาก ผู้ร้องก็จะไม่ยึดที่ดินตาม ส.ค.๑ ถ้าผู้ร้องเฉลี่ยหนี้ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนี้ ผู้ร้องก็พอใจ ศาลฎีกาเห็นว่า คำผู้ร้องไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง การที่ผู้ร้องยอมรับที่ดินตาม ส.ค.๑ ไว้เป็นประกันเงินกู้ ย่อมแสดงในตัวว่าราคาที่ดินตาม ส.ค.๑ นั้นเป็นหลักประกันเพียงพอ จึงต้องถือว่าผู้ร้องนำสืบให้ศาลเห็นไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้โดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ปรากฏชัดตามสำนวนคดีแดงที่ ๑๐๘/๒๕๑๓ ที่ผู้ร้องอ้างมาเองว่า เมื่อผู้ร้องฟ้องภริยาและบุตรของจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้เรียกเงินกู้ ๑๐,๐๐๐ บาท ในฐานะผู้รับมรดก ๆ ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ไม่ได้กู้ แต่เป็นหนี้ค่าซื้อเชื่อปุ๋ยซึ่งได้ใช้ให้แล้วเหลือเพียง ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นซึ่งขาดอายุความแล้วด้วย และสัญญากู้โจทก์ปลอมขึ้น วันนัดพร้อมคู่ความไม่ตกลงกัน ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ (คือผู้ร้อง) ก่อน ผู้ร้องขอเลื่อนไปสืบพยานวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๑๓ แต่แล้วในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ผู้ร้องก็ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ (ภริยาลูกหนี้) แล้วผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ (บุตรลูกหนี้) ทำยอมความกันใช้เงินกู้และดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมรวม ๑๒,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ จะนำเงินทั้งหมดมาวางศาลให้ผู้ร้องรับเอาภายใน ๕ วัน ถ้าผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที แต่ในสำนวนดังกล่าวมีหลักฐานเพียงแค่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๓ เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ นำเงินมาวางศาลในวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๓ ตามยอมความหรือไม่ หรือผิดนัดหรือไม่แล้ววันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๓ ผู้ร้องก็มายื่นคำขอเฉลี่ยในคดีนี้เพื่อให้ทันกำหนดขอเฉลี่ยใน ๑๔ วันนับแต่วันขายทอดตลาดเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ซึ่งถูกต้องสมจริงตามคำคัดค้านของโจทก์ แสดงพิรุธให้เห็นว่าเหตุใดบุตรของลูกหนี้จึงทำยอมใช้เงินแก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเงินกู้และดอกเบี้ยทั้ง ๆ ที่ได้ต่อสู้คดีอยู่ว่า ผู้ร้องกับพวกสมคบกันปลอมสัญญากู้ และลูกหนี้มิได้กู้ แต่เป็นหนี้ค่าปุ๋ยซึ่งใช้เงินแล้ว เหลือเพียง ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง แม้ในวันนัดพร้อม ภริยาและบุตรของลูกหนี้ก็ไม่ตกลงที่จะใช้เงินแก่ผู้ร้องอยู่แล้วด้วย ความข้อนี้เมื่อพิเคราะห์คำร้องที่ว่า ถ้าเฉลี่ยหนี้จากโจทก์ได้เงินเพียงครึ่งหนึ่ง (คือ ๖,๐๐๐ บาท) ก็พอใจแล้ว และไม่คิดจะยึดที่ดินตาม ส.ค.๑ ของลูกหนี้ (ซึ่งจะตกได้แก่ภริยาและบุตรของลูกหนี้) ย่อมแสดงว่าผู้ร้องไม่สุจริตในการมาขอเฉลี่ยหนี้จากโจทก์ ถูกต้องตามที่โจทก์ฎีกาว่าผู้ร้องเอาเปรียบโจทก์เกินไปในการขอเฉลี่ยหนี้ ต้องถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ อีกประการหนึ่งด้วย พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2514 นางทองลิ่ม ทาหะพรหม โจทก์ นายสัมพันธ์ ปฐมกสิวัฒนา ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ นายฤาชัย มุลาลี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองลิ่ม ทาหะพรหม · ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ - นายสัมพันธ์ ปฐมกสิวัฒนา · จำเลย - นายฤาชัย มุลาลี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · ประสม เภกะสุต · อาจิต ไชยาคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายชอบ จิราพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 1739/1739ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1776/2512ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1065/2505ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 462/2507ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 960/2485ฎีกา 234/2491ฎีกา 365/2534ฎีกา 7900/2538ฎีกา 7/2539ฎีกา 6278/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา