คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1931/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหลอกลวงโดยการนำความเท็จมากล่าวแก่บุคคลจนหลงเชื่อยอมรับนิติกรรมและจ่ายเงิน ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้บุคคลที่ถูกหลอกลวงจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามในนิติกรรมแทนก็ตาม หากผู้ถูกหลอกลวงได้รับความเสียหาย ถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยได้หลอกลวงด้วยการนำความเท็จมากล่าวแก่ พ. จน พ. หลงเชื่อยอมตกลงรับซื้อฝากที่ดินและจ่ายเงินให้จำเลยไป อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้ในนิติกรรมสัญญารับซื้อฝาก ส. บุตรโจทก์เป็นผู้ลงนามรับซื้อฝากแทน พ. ซึ่งเป็นมารดา ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยจงใจเจตนาฉ้อโกง พ. โดยตรง พ. ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยแล้ว พ. จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจตามกฎหมายที่จะร้องทุกข์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยนำความเท็จไปหลอกลวงนางเพียร รัตนชื่น ว่าจำเลยมีที่ดินสวนส้มต้องการขายฝาก และนำนางเพียรไปชี้ดูที่ดินซึ่งเป็นของบุคคลอื่นจนนางเพียรหลงเชื่อตกลงทำสัญญาขายฝากจ่ายเงินให้จำเลยไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๙๓ และขอให้คืนหรือใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ รับในข้อต้องโทษ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จำคุก ๑ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๙๓ เป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๘๑,๐๐๐บาทที่จำเลยรับไปแก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาว่า นางเพียรผู้ร้องทุกข์ไม่ใช่ผู้เสียหาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนมาแล้วว่า จำเลยได้หลอกลวงนางเพียรให้หลงเชื่อจนนางเพียรตกลงรับซื้อฝาก โดยจำเลยให้นางอบเชย อนันตวาร พาจำเลยไปติดต่อกับนางเพียรแล้วนางเพียรกับจำเลยได้พากันไปดูสวนส้มที่จำเลยว่าจะขายฝาก นางเพียรจึงได้ถอนเงินของนางเพียรที่ฝากไว้จากธนาคารออมสินมอบให้จำเลยไป นายสวัสดิ์ รัตนชื่น บุตรนางเพียรเพียงแต่ลงชื่อรับซื้อฝากแทนนางเพียรมารดาด้วยเงินของนางเพียรรับซื้อฝากเองครั้นนางเพียรรู้เรื่องว่าจำเลยเอาที่นามาหลอกขายว่าเป็นสวนส้ม จึงได้ไปร้องทุกข์เอง และจำเลยก็รับว่าจะคืนเงินให้กับนางเพียร ดังนี้ เป็นการจงใจเจตนาฉ้อโกงนางเพียรโดยตรง ถือได้ว่านางเพียรได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงแล้วมีอำนาจตามกฎหมายที่จะร้องทุกข์ได้ แม้นายสวัสดิ์จะเป็นผู้ทำนิติกรรมรับซื้อฝาก ก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากการที่จำเลยหลอกลวงนางเพียรนั่นเอง ไม่ทำให้นางเพียรผู้ถูกหลอกลวงพ้นจากการเป็นผู้เสียหาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืนให้ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1931/2514
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายอาทร ขจรบุญ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายอาทร ขจรบุญ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุทัย ศุภนิตย์ · จินตา บุณยอาคม · เฉลิม ทัตภิรมย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสิทธิโชค ปะถะคามิน · ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด มงคลชาติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา