⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2302/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยรับสารภาพระหว่างการพิจารณา แม้จะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ก็ไม่จำเป็นต้องลดโทษให้กึ่งหนึ่งเสมอไป ศาลต้องวินิจฉัยว่าคำรับสารภาพนั้นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเพียงใด หากเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ ก็ไม่เป็นเหตุให้ลดโทษ

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยดื่มสุราจนมึนเมาแล้วก่อเหตุร้ายขึ้นนั้นไม่ใช่เหตุอันควรปรานีเสมอไป จำเลยให้การรับว่าได้แทงผู้ตายจริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวเช่นนี้ ย่อมถือว่าจำเลยปฏิเสธความผิด โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบจนคดีฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันจึงจะลงโทษจำเลยได้ แม้ต่อมาระหว่างสืบพยานโจทก์จำเลยกลับให้การใหม่ยอมรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งเสมอไปจะต้องพิเคราะห์ด้วยว่า คำรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเพียงใด หรือไม่ ถ้าการรับสารภาพของจำเลยพอถือได้ว่าเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ ก็ไม่เป็นเหตุที่จะปรานีลดโทษให้ถึงกึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.66 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๒ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบังอาจใช้มีดแทงทำร้ายโดยเจตนาฆ่านายต้อย แววสูงเนิน จนเป็นเหตุให้นายต้อยได้รับอันตรายแก่กายสาหัส และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ปรากฏตามรายงานชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง เหตุเกิดที่ตำบลหมื่นไวย์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ขอให้ริบมีดของกลาง ครั้งแรกจำเลยให้การว่าได้ใช้มีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตายจริงแต่เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้ ๔ ปาก เหลือนายแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลอีกปากเดียว จำเลยจึงขอรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้จำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานไปบ้างแล้วลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๑๒ ปี มีดของกลางริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง ๑๕ ปี แม้จำเลยจะรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็เห็นสมควรปรานีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ให้จำคุกจำเลยไว้ ๗ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาคดีแล้ว ทางพิจารณาตามที่โจทก์นำพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้มีดแทงนายต้อยถึงแก่ความตายจริง ปัญหามีว่า ควรจะแก้โทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย และลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ให้เบาลง โดยอ้างว่าจำเลยกระทำผิดขณะเมาสุรานั้น เห็นว่า ในวันเกิดเหตุเป็นวันมีงานขึ้นบ้านใหม่และงานมงคลสมรสของบุตรชายของนางประกอบ ซึ่งเลี้ยงจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม ชอบที่จำเลยจะรักษากิริยามารยาทให้เรียบร้อย แต่จำเลยกลับดื่มสุราจนมึนเมาและก่อเหตุร้ายขึ้นในงาน ดังนี้ จึงไม่สมควรปรานีจำเลยโดยอาศัยเหตุที่ว่าจำเลยเมาสุราในขณะกระทำผิด ส่วนเรื่องลดโทษนั้นเห็นว่า ถ้าปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจะลดโทษให้จำเลยก็ต่อเมื่อศาลเห็นสมควร และคำให้การของจำเลยจะเป็นเหตุบรรเทาโทษก็ต่อเมื่อให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีนี้จำเลยรับว่าได้แทงผู้ตายจริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันที่จำเลยให้การเช่นนี้ย่อมถือว่าจำเลยปฏิเสธความผิด โจทก์จำเป็นจะต้องนำพยานเข้าสืบจนคดีฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกัน จึงจะลงโทษจำเลยได้ แม้ต่อมาในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยกลับให้การใหม่ยอมรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ และศาลอุทธรณ์เห็นว่ายังสมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งถึงแม้จะสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วโดยเหตุผลเพียงแต่ว่าโจทก์จะต้องสืบพยานประกอบอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวนี้ยังไม่ถูกต้องแต่พึงพิเคราะห์ด้วยว่า คำรับสารภาพของจำเลยนั้น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเพียงใดหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายสมพงษ์บุญล้ำ พยานโจทก์ผู้ซึ่งนำปลาหมึกไปขายอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุก็ปรากฏว่าผู้ตายทำหน้าที่ดูแลรถของแขกที่มาในการกินเลี้ยง จำเลยมาแทงผู้ตายในขณะปฏิบัติงานในหน้าที่อยู่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบก่อนจำเลยรับสารภาพเป็นหลักฐานมั่นคง คงเหลือแต่แพทย์ผู้ตรวจบาดแผลแต่ผู้เดียวเท่านั้น การรับสารภาพของจำเลยพอถือได้ว่าเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลชั้นต้นปรานีลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามนั้น ย่อมเป็นผลดีแก่จำเลยเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุกจำเลยและปรานีลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2514 อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายหนู สุวรรณชาติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายหนู สุวรรณชาติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดวง ดีวาจิน · เฉลิม ทัตภิรมย์ · ประพจน์ ถิระวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายเดชา สุวรรณโณ · ศาลอุทธรณ์ - นายมณี พิมพ์ประสิทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 5598/2540ฎีกา 1162/2508ฎีกา 6416/2541ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 848/2545ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 16889/2555ฎีกา 1790/2521ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1165/2537ฎีกา 514/2486ฎีกา 1895/2492ฎีกา 5957/2530ฎีกา 45/2484ฎีกา 1189/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา