⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1887-1890/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887-1890/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เป็นเหตุให้คดีอาญาเลิกกันและต้องพิพากษายกฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

ออกเช็คให้เป็นการชำระหนี้ เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยผู้ออกเช็คย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 3 แล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระเงินด้วยการโอนทรัพย์สินให้แก่โจทก์ร่วมผู้ทรงเช็ค เป็นการชำระหนี้ตามเช็คนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการชำระหนี้นั้นยังไม่พ้นกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ดังนี้ คดีเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต้องพิพากษายกฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.37 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้ง ๕ สำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน คดีนี้ ๔ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องหาว่าเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน ๑ ฉบับ และเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๐ จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน ๓ ฉบับ มอบให้แก่บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัด เป็นการชำระหนี้ค่าซื้อน้ำมัน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง ๔ ฉบับ เพราะจำเลยมีเงินในบัญชีไม่พอจ่าย และออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัด เข้าเป็นโจทก์ร่วม สำนวนที่ ๕ นางพัชรีเป็นโจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมอบอำนาจให้นายถวิล เพชรทองนำข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับคดีอาญาไปแจ้าความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยออกเช็คไม่มีเงินจ่าย ซึ่งความจริงโจทก์ชำระเงินตามเช็คให้จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมคืนเช็คให้ ทั้งนี้ เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๑๓๗,๑๗๒,๑๗๓ และ ๑๗๔ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วประทับตราฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีทั้ง ๕ สำนวนนี้เข้าด้วยกันแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยในสำนวนที่ ๕ ไม่ได้แจ้งความเท็จ เช็คตามสำนวนทั้ง ๔ จำเลยชำระให้โจทก์ร่วมแล้วจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯ พิพากษายกฟ้องทั้ง ๕ สำนวน โจทก์ร่วมใน ๔ สำนวนแรก และโจทก์ในสำนวนที่ ๕ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน โจทก์ร่วมใน ๔ สำนวนแรกฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยออกเช็คชำระหนี้ และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็หมายความว่าจำเลยได้กระทำผิดทางอาญาฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คหรือชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่ออกเช็ค หามีผลทำให้จำเลยพ้นผิดทางอาญาไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงของคดีฟังได้ว่าจำเลยได้ออกเช็ค ๔ ฉบับ ตามโจทก์ฟ้องให้โจทก์ร่วมเป็นการชำระหนี้ แล้วโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น ๆ ไม่ได้ เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยก็ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ แล้ว แต่เรื่องนี้จำเลยยังมีทางจะพ้นผิดได้เมื่อปฏิบัติตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓ ได้นำเงินตามจำนวนในเช็คไปชำระแก่ผู้ทรงเช็ค หรือแก่ธนาคารเพื่อจ่ายเงินตามเช็คภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ธนาคารที่มีชื่อในเช็คบอกกล่าวให้ผู้ออกเช็คได้รับทราบว่าธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงิน ให้คดีเป็นอันเลิกแล้วกัน ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ซึ่งทางพิจารณาสำหรับคดี ๔ สำนวนนี้ก็ฟังได้ว่าธนาคารที่มีชื่อในเช็คทั้ง ๔ ฉบับมิได้บอกกล่าวให้จำเลยผู้ออกเช็คได้รับทราบว่าธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงิน ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมาตรา๕ บัญญัติไว้ดังกล่าว และกรณีเรื่องนี้ได้ความตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่า จำเลยได้ชำระเงินด้วยการโอนทรัพย์สินให้แก่โจทก์ร่วม ผู้ทรงเช็คเป็นการชำระหนี้ตามเช็คกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการชำระนั้นก็ยังไม่พ้นกำหนดเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๕ เพราะธนาคารไม่ได้บอกกล่าวแก่จำเลยให้ทราบว่า ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงยังไม่อาจเริ่มนับระยะเวลา และเมื่อไม่อาจเริ่มนับระยะเวลาจึงไม่มีทางจะถือว่าพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามบทกฎหมายที่กล่าว ซึ่งศาลฎีกาก็ได้พิพากษาเป็นแบบอย่างไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๖/๒๕๐๗ คดีระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายอ้วงบู๊หรือชุ่งกวง แซ่ตั้ง จำเลย เรื่องผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887 - 1890/2515 อัยการ กรมอัยการ โจทก์ บริษัทเกียรตินันท์วัฒน์ จำกัด โดยนายวัฒนา อัศวเหม กรรมการผู้จัดการ โจทก์ร่วม นางพัชรี พรโสภณ ล. อัยการ กรมอัยการ โจทก์ บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัด โดย นายวัฒนา อศวเหม กรรมการผู้จัดการ โจทก์ร่วม นางพัชรี พรโสภณ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ กรมอัยการ · จำกัด - บริษัทเกียรตินันท์วัฒน์ · โจทก์ร่วม - โดยนายวัฒนา อัศวเหม กรรมการผู้จัดการ · ล. - นางพัชรี พรโสภณ · โจทก์ - อัยการ กรมอัยการ · โดย - บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัด · โจทก์ร่วม - นายวัฒนา อศวเหม กรรมการผู้จัดการ · ล. - นางพัชรี พรโสภณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสม เภกะสุต · รัตน์ ศรีไกรวิน · สนับ คัมภีรยส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายไพบูลย์ ไวกาสี · ศาลอุทธรณ์ - นายสมบัติ วังตาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6223/2534ฎีกา 5414/2536ฎีกา 595/2519ฎีกา 2387/2533ฎีกา 5822/2531ฎีกา 594/2532ฎีกา 666/2502ฎีกา 2246/2526ฎีกา 2829/2531ฎีกา 830/2510ฎีกา 1368/2505ฎีกา 1379/2524ฎีกา 2410/2523ฎีกา 3792-3793/2529ฎีกา 3834/2526ฎีกา 729/2530ฎีกา 1465/2531ฎีกา 1018/2507ฎีกา 5103/2528ฎีกา 1915/2529ฎีกา 164/2512ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 672/2519ฎีกา 1044/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา