⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2009/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2009/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่าไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าให้เช่าทรัพย์สินต่อไปตามสัญญาที่สิ้นสุดผลไปแล้ว

ย่อคำพิพากษา

กระทรวงการคลัง ทำสัญญากับโจทก์ให้โจทก์เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินราชพัสดุ ยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงการคลังยอมให้โจทก์มีสิทธิเช่ามีกำหนด 20 ปี หากโจทก์ปลูกสร้างไม่เสร็จตามกำหนดสัญญาโจทก์ต้องส่งมอบสิ่งปลูกสร้างส่วนที่สร้างไม่เสร็จให้กระทรวงการคลังพร้อมกับชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังริบเอาเป็นของกระทรวงการคลัง และให้บอกเลิกสัญญาได้ทันที ปรากฏว่าโจทก์ปลูกสร้างอาคารตึกแถวงวดที่ 1 ซึ่งจะต้องทำรวม 52 คูหาเสร็จเพียง 40คูหารวมทั้งห้องพิพาทด้วย อีก 12 คูหายังไม่เสร็จกระทรวงการคลังได้บอกเลิกสัญญาทั้งหมดและบอกริบเอาตึกแถวที่สร้างเสร็จ 40 คูหา เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังได้ยกเลิกกันไปโดยชอบเสียก่อนแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีเหตุที่จะอาศัยข้อสัญญาที่หมดผลไปแล้วนั้น มาฟ้องขอให้บังคับกระทรวงการคลังยอมให้โจทก์เช่าห้องพิพาทได้ ส่วนผลงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องจากกระทรวงการคลังประการใดเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.388 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคาร๕๒ ห้อง โดยมีเงื่อนไขว่าสร้างเสร็จแล้ว ให้อาคารนั้นตกเป็นของจำเลยที่ ๑แต่จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์เช่าหรือให้เช่าช่วงได้ มีกำหนด ๒๐ ปี ถ้าโจทก์ผิดสัญญาหรือสร้างไม่เสร็จภายในกำหนด ยอมให้จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาและริบอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ ครั้นครบกำหนด โจทก์สร้างเสร็จ ๔๐ ห้องจำเลยที่ ๑ รับมอบถูกต้องแล้วรวมทั้งห้องพิพาทด้วย แต่จำเลยที่ ๑ กลับบอกเลิกสัญญากับโจทก์และริบอาคารที่สร้างเสร็จ กับสั่งให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนทำสัญญาให้จำเลยที่ ๓ เช่าห้องพิพาท จำเลยที่ ๓ ได้บุกรุกเข้าไปอยู่ในห้องพิพาทและไม่เสียค่าเช่าให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยทั้งสามคืนห้องพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ทำสัญญาให้โจทก์เช่าห้องพิพาทมีกำหนด ๒๐ ปี ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ก่อสร้างตึกแถวไม่เสร็จตามกำหนดจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญา โจทก์หมดสิทธิที่จะเช่าที่ดินต่อไปอาคารที่สร้างเสร็จแล้วย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่ปลูกสร้างและตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ส่วนอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จก็ถูกริบจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ จึงเอาห้องพิพาทให้จำเลยที่ ๓ เช่าได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การก่อสร้างยังไม่เสร็จตามสัญญา เป็นการผิดสัญญาและเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว อาคารที่สร้างเสร็จแล้วรวมทั้งห้องพิพาทก็ตกเป็นของจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ เข้าเกี่ยวข้องอีก พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามสัญญาให้ริบได้แต่เฉพาะอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จเท่านั้น อาคารที่สร้างเสร็จแล้วตกเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ก็มีหน้าที่ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าและยอมให้เช่าช่วงได้ ที่จำเลยที่ ๑เอาห้องให้จำเลยที่ ๓ เช่า เป็นการผิดสัญญา พิพากษากลับ จำเลยทั้งสามฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างกับตัวแทนของจำเลยที่ ๑โดยโจทก์เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์เป็นผู้เช่ามีกำหนด๒๐ ปี ถ้าโจทก์ก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด โจทก์ต้องส่งมอบสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ไม่เสร็จให้จำเลยที่ ๑ พร้อมกับชดใช้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๑ริบเอาเป็นของจำเลยที่ ๑ และให้บอกเลิกสัญญาได้ทันที ปรากฏว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารตึกแถวงวดที่ ๑ ซึ่งจะต้องทำ ๕๒ คูหา เสร็จเพียง ๔๐ คูหาอีก ๑๒ คูหายังไม่เสร็จ จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญาทั้งหมดและบอกริบเอาตึกแถวที่สร้างเสร็จ ๔๐ คูหานี้ด้วย ปัญหามีว่า อาคารที่สร้างเสร็จ ๔๐ คูหาอันมีห้องพิพาทรวมอยู่ด้วยโจทก์ยังมีสิทธิเช่าตามสัญญาก่อสร้างหรือไม่ หากถือได้ว่าเมื่อสัญญาก่อสร้างเลิกกันไปแล้วโดยชอบ ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาก่อสร้างก็เป็นอันหมดไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ตามสิทธิที่มีอยู่ในสัญญาก่อสร้างแต่อย่างเดียว มิใช่ตามสัญญาเช่าซึ่งยังมิได้ทำกันไว้เลย เมื่อสัญญาและข้อผูกพันต่าง ๆ ในสัญญาก่อสร้างดังกล่าวได้ยกเลิกกันไปโดยชอบเสียก่อนแล้วในขณะที่ฟ้องโจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะใช้ข้อสัญญาที่หมดผลไปแล้วนั้นมาขอให้ศาลบังคับจำเลยได้ ส่วนผลงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ ประการใดเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ ๑จะริบห้องที่สร้างเสร็จแล้วได้หรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะสัญญาสิ้นความผูกพัน โจทก์ขอบังคับเอาห้องพิพาทไปเช่าอีกไม่ได้แล้วพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2009/2515 นายเลี่ยนเป้า แซ่อาว โจทก์ กระทรวงการคลัง โดยนายเสริม วินิจฉัยกุล รัฐมนตรี ที่ 1 นายสอาด งามเหมาะ สรรพากรจังหวัดอุดรธานี ที่ 2 นางสาวสุวิเปรม มณีเสาวนพ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเลี่ยนเป้า แซ่อาว · 1 - กระทรวงการคลัง โดยนายเสริม วินิจฉัยกุล รัฐมนตรี ที่ · 2 - นายสอาด งามเหมาะ สรรพากรจังหวัดอุดรธานี ที่ · จำเลย - นางสาวสุวิเปรม มณีเสาวนพ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิม ทัตภิรมย์ · จินตา บุณยอาคม · อุทัย ศุภนิตย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเรืองยุทธ สมุทรกลิน · ศาลอุทธรณ์ - นายจำเนียร บุญพละ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3518/2524ฎีกา 1962/2548ฎีกา 1265/2496ฎีกา 7022/2552ฎีกา 3796/2540ฎีกา 163/2491ฎีกา 1345/2532ฎีกา 591/2531ฎีกา 6789/2541ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2467/2526ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1649/2498ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 8021/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา