⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2290/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2290/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จะถือว่าบุคคลเป็น "พนักงาน" ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ได้นั้น องค์การหรือหน่วยงานนั้นจะต้องมีทุนทั้งหมดหรือทุนเกินร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ

ย่อคำพิพากษา

การที่จะถือว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาเป็น "พนักงาน" ตามความหมายแห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502หรือไม่ จะต้องได้ความว่า ทุนทั้งหมดหรือทุนเกินร้อยละห้าสิบขององค์การค้าของคุรุสภาเป็นของรัฐ เมื่องานหรือทุนที่ดำเนินการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นของคุรุสภาซึ่งเป็นนิติบุคคล มิใช่เป็นของรัฐ จำเลยจึงไม่เป็น "พนักงาน" ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติที่กล่าวข้างต้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.3 พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4 พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาตำแหน่งประจำแผนก ทำหน้าที่เก็บเงิน สังกัดแผนกการเงิน ฝ่ายการบัญชีซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีทุนทั้งหมดเป็นของรัฐ จำเลยได้รับมอบใบเสร็จรับเงินขององค์การค้าของคุรุสภาให้ไปเก็บเงินรวม ๕ ฉบับ แล้วจำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาเงินที่เก็บมาได้ไว้บางส่วนเป็นจำนวนเงิน ๓๒,๘๑๔ บาทไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และในการนี้จำเลยได้ทำปลอมสำเนาใบรับเงินดังกล่าว อันเป็นเอกสารสิทธิว่าได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนที่รับจริง แล้วจำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ทำปลอมไปใช้แสดงต่อหม่อมจารุวัลย์ สวัสดิวัฒน์ หัวหน้าแผนกการเงินขององค์การค้าของคุรุสภาว่าได้รับเงินตามจำนวนที่ทำปลอมนั้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การค้าของคุรุสภา ฯลฯ หรือประชาชน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๔๑พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ริบของกลาง และให้จำเลยใช้เงินคืน ๓๒,๘๑๔ บาท แก่องค์การค้าของคุรุสภา จำเลยให้การรับว่าได้กระทำการดังกล่าวในคำฟ้องจริง แต่มิได้มีเจตนายักยอก จำเลยไม่มีฐานะเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า องค์การค้าของคุรุสภาเป็นองค์การของรัฐจำเลยเป็นพนักงานขององค์การ จำเลยทำปลอมใบเสร็จรับเงินใช้ใบเสร็จรับเงินปลอมและยักยอกเงินขององค์การค้าของคุรุสภาไป ๓๒,๘๑๔ บาท พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๕๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือนริบของกลาง จำเลยได้ใช้เงินคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอข้อให้จำเลยคืนหรือใช้เงินคืน จำเลยอุทธรณ์ว่า องค์การค้าของคุรุสภาไม่ใช่เป็นองค์การของรัฐจำเลยไม่ได้เป็นพนักงานขององค์การ ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐบาลไม่มีทุนในองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยจึงไม่เป็นพนักงานตามความหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒และไม่สมควรรอการลงโทษ พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๕๒ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามมาตรา ๙๑ จำคุก ๔ ปี ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกน้อยลงและรอการลงโทษ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือใช้หนังสือปลอมและยักยอกดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาที่ว่าจำเลยจะมีความผิดตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒หรือไม่ ตามคำวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "พนักงาน" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จะถือว่าจำเลยเป็นพนักงานจะต้องได้ความว่า ทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบขององค์การค้าของคุรุสภาเป็นของรัฐทางพิจารณาได้ความว่า คุรุสภาตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นสภาในกระทรวงศึกษาธิการเป็นนิติบุคคล อาจมีรายได้จากเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินเงินค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เงินผลประโยชน์ต่าง ๆจากการลงทุนและการจัดตั้งองค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภาและทรัพย์สินอย่างอื่น ๆ ซึ่งบุคคลอุทิศให้คุรุสภาและภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไข ข้อบังคับ หรือวัตถุประสงค์ซึ่งผู้อุทิศกำหนดไว้ ให้คุรุสภารักษาและจัดการตามที่เห็นสมควรแก่ประโยชน์แห่งคุรุสภา และได้ความจากคำเบิกความของนายกำธร สถิรกุลซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาพยานโจทก์ต่อไปว่ากรรมการอำนวยการของคุรุสภาได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ใช้ทุนของคุรุสภา เป็นหน่วยงานหน่วยหนึ่งของคุรุสภาเริ่มแรกใช้เงินซึ่งยืมมาจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ได้ใช้คืนหมดเมื่อ ๑๐ ปีกว่ามาแล้ว ผลกำไรส่วนหนึ่งส่งให้แก่คุรุสภาอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ขยายงาน ก่อนตั้งองค์การค้าของคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการได้โอนงานโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวชฯสังกัดกรมอาชีวศึกษา กับร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ สังกัดกรมสามัญศึกษาให้คุรุสภาด้วย คุรุสภาจึงเอางานทั้งสองนี้มาร่วมกันตั้งเป็นองค์การค้าของคุรุสภาขึ้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อกระทรวงศึกษาธิการโอนงานโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวชกับร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ให้แก่คุรุสภาทรัพย์สินที่โอนมาก็ตกเป็นของคุรุสภา การที่คุรุสภาเอาเงิน ๒ งานที่ได้รับโอนมาดำเนินการจัดตั้งเป็นองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นใหม่ งานหรือทุนที่ดำเนินการจึงเป็นของคุรุสภาซึ่งเป็นนิติบุคคล มิใช่เป็นของรัฐจำเลยจึงไม่เป็น "พนักงาน"ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ การที่จำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินไปจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นพนักงานทุจริตตามพระราชบัญญัติดังกล่าวฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยน้อยลงและรอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำผิดต่างกรรม ต่างวาระกันถึง ๕ ครั้ง และการที่กระทำก็เป็นความผิดร้ายแรง ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมากระทงเดียวและลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง เป็นการปรานีแก่จำเลยมากแล้ว เห็นว่ายังไม่มีเหตุสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ตามฎีกาของจำเลยอีก พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2290/2515 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายทักษิณ รจนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายทักษิณ รจนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เพชรคุปต์ · ชวน พูนคำ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสมหมาย มณีรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3555/2568ฎีกา 2597/2516ฎีกา 1744/2535ฎีกา 861/2512ฎีกา 626/2507ฎีกา 8362/2553ฎีกา 1803/2518ฎีกา 5672/2555ฎีกา 1653/2520ฎีกา 3261/2526ฎีกา 5048/2531ฎีกา 619/2506ฎีกา 215/2518ฎีกา 1614/2517ฎีกา 8223/2554ฎีกา 934/2566ฎีกา 2289/2515ฎีกา 1008/2519ฎีกา 1265/2513ฎีกา 5323/2538ฎีกา 486/2534ฎีกา 6700/2538ฎีกา 462/2511ฎีกา 2762-2765/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา