คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้แล้ว ไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
เมื่อกระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้เป็นกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้แล้วจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ตามมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ
ฟ้องกล่าวหาจำเลยมาแต่เพียงว่ามีกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยซื้อกระสุนปืนนั้นมาโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตตามมาตรา 7พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นตามข้อกล่าวหาความผิดในคำฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๓ เวลากลางวัน จำเลยมีกระสุนปืนลูกกรดขนาด .๒๒ ใช้ยิงได้ จำนวน ๔๕๐ นัดไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบูกิต อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยกระสุนปืนดังกล่าว ๖๕๐ นัด ปรากฏตามหลักฐานว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้มีกระสุนปืนเพียง ๒๐๐ นัด ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๓ กับสั่งคืนกระสุนปืน ๒๐๐ นัดและให้ริบกระสุนปืน ๔๕๐ นัด
จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้ว่ามีกระสุนปืนไว้โดยชอบ สำหรับใช้กับอาวุธปืน ๓ กระบอก ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้
ศาลชั้นต้นสอบถาม โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่ากระสุนปืนของกลางตามฟ้องเป็นกระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงกับอาวุธปืนเดี่ยวลูกกรดชนิด .๒๒ ของจำเลยจำนวน ๓ กระบอก ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และโจทก์แถลงว่าตามหลักฐานของโจทก์ จำเลยได้รับอนุญาตให้มีกระสุนปืนเพียง ๒๐๐ นัดศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การมีกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้นไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ เป็นการที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้กระสุนปืนไปในตัว จึงไม่มีความผิด ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๕/๒๔๙๔พิพากษายกฟ้อง คืนเครื่องกระสุนปืนของกลาง
โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตซื้อกระสุนปืน ๔๕๐ นัดจากนายทะเบียนท้องที่ จึงได้ชื่อว่ามีกระสุนปืนไว้ในความครอบครองไม่รับอนุญาต ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์นำพยานเข้าสืบตามประเด็นที่โต้แย้ง แล้วพิพากษาลงโทษจำเลย สั่งให้คืนและริบกระสุนปืนตามฟ้อง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การมีกระสุนปืนไว้ในความครอบครองเพื่อใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและให้ใช้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น หาเป็นความผิดไม่ ตามนัยแห่งมาตรา ๘พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับอนุญาตให้มีและให้ใช้" ซึ่งแปลความได้ว่า หากผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและให้ใช้ ก็ไม่จำต้องขออนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้นเอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีกระสุนปืนของกลาง๔๕๐ นัดไว้เพื่อใช้กับอาวุธปืน ๓ กระบอก ที่จำเลยมีอยู่ จำเลยก็ไม่มีความผิด และกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นอ้างนั้น ชอบแล้ว
เมื่อจำเลยมีกระสุนปืนนั้นไว้ในความครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นความผิดแล้ว การที่จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ซื้อกระสุนปืนโดยชอบหรือไม่ ตามที่โจทก์อ้างเป็นข้อนำสืบความผิดของจำเลย จึงไม่มีประเด็นวินิจฉัย เพราะโจทก์มิได้ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยในคดีนี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ขัดต่อบทกฎหมาย คดีไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ก็วินิจฉัยชี้ขาดได้แล้ว ฎีกาจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2515
พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส โจทก์
นายประยูร ตันธนวงศ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส · จำเลย - นายประยูร ตันธนวงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย รชตะนันทน์ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · เพรียบ หุตางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนราธิวาส - นายสุทธิ นิชโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา