คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868-1869/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ได้กระทำการใดๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินของตนลดน้อยลงจนไม่พอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ถือเป็นการกระทำที่เจ้าหนี้เสียเปรียบตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น ย่อมมีความหมายว่าลูกหนี้ได้กระทำให้กองทรัพย์สินของตนลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้ การที่จำเลยนำทรัพย์สินและสิทธิตามประทานบัตรไปร่วมลงทุนเป็นหุ้นในบริษัทผู้ร้องโดยตีราคาเป็นค่าหุ้นของจำเลยเป็นจำนวนเงินซึ่งมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ที่มีอยู่ต่อโจทก์ หาทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบแต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินพอที่จะใช้หนี้แก่โจทก์อยู่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการฉ้อฉล
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสองสำนวน ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน
มูลกรณีของคดีทั้งสองสำนวนนี้ เนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดแร่ดีบุกรวม ๑๖๕ หาบ เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินใช้หนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ บริษัทเถลิงสุทธิ์ จำกัด จึงยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของผู้ร้อง มิใช่เป็นของจำเลย ผู้ร้องเป็นผู้ขุดมาจากในที่ประทานบัตรของนางปราณี จำเลยซึ่งได้โอนสิทธิในประทานบัตรให้ผู้ร้องแล้ว ขอให้ปล่อยทรัพย์
โจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของนางปราณีจำเลย จำเลยเป็นผู้ขุดแร่นั้นจากเหมืองที่จำเลยเป็นผู้ถือประทานบัตร ผู้ร้องไม่เคยได้รับอนุญาตและไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำเหมืองแร่ หากจะมีการโอนสิทธิตามประทานบัตรก็เป็นการสมยอมกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ขุดแร่ตามประทานบัตรของนางปราณีจำเลย โดยนางปราณีจำเลยได้นำประทานบัตรเข้าเป็นหุ้นในบริษัทผู้ร้องแล้ว เมื่อขุดได้ บริษัทผู้ร้องเสียค่าภาคหลวง ขนย้ายเอง ขายได้เงินก็ตกเป็นของผู้ร้อง นางปราณีไม่ได้เกี่ยวข้อง แร่จึงเป็นของผู้ร้อง การที่นางปราณีจำเลยยอมให้ผู้ร้องขุดแร่จากในที่ประทานบัตรนั้น ไม่เป็นการฉ้อฉล พิพากษาให้ถอนการยึด
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่าบริษัทผู้ร้องดำเนินการขุดแร่และขายแร่ดีบุกเพื่อประโยชน์ของบริษัทผู้ร้องเอง หาได้กระทำแทนจำเลยไม่จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของแร่พิพาท
ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า บริษัทผู้ร้องสมคบกับจำเลยทำการฉ้อฉลโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยไม่ได้นำประทานบัตรการทำเหมืองแร่มาวางเป็นประกันเงินกู้ต่อโจทก์ตามข้อตกลง แต่จำเลยกลับนำประทานบัตรไปลงเป็นหุ้นกับบริษัทผู้ร้องนั้น จะฟังว่าเป็นการทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามมาตรา ๒๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้ไม่ เพราะนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้น ย่อมมีความหมายว่าลูกหนี้ได้กระทำให้กองทรัพย์สินของตนลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้การที่จำเลยนำทรัพย์สิน และสิทธิตามประทานบัตรไปร่วมทุนเป็นหุ้นในบริษัทผู้ร้องโดยตีราคาเป็นค่าหุ้นของจำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๙๙๖,๐๐๐ บาท ซึ่งมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ที่มีอยู่ต่อโจทก์เช่นนี้หาทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบแต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินพอที่จะใช้หนี้แก่โจทก์อยู่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการฉ้อฉล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868 - 1869/2516
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยนายมนัส ธรรมรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นายเทียม ดาราสม จำเลย
บริษัทเถลิงสุทธิ์ จำกัด โดยนายเถลิง เหล่าจินดา กรรมการกระทำการแทน ผู้
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยนายมนัส ธรรมรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยนายมนัส ธรรมรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายเทียม ดาราสม · ผู้ - บริษัทเถลิงสุทธิ์ จำกัด โดยนายเถลิง เหล่าจินดา กรรมการกระทำการแทน · โจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยนายมนัส ธรรมรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จรัญ อิศระ · อุทัย ศุภนิตย์ · วิทูร เทพพิทักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดตรัง - นายนิยม ติวุนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายคมกริช นุรักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา