⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 474/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน ไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันตัวได้ * ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและไม่ได้อ้างมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยโกรธผู้เสียหาย ถือปืนไปท้ายิงผู้เสียหายที่เรือนผู้เสียหายผู้เสียหายเดินถือเสียมลงจากเรือนมาหาจำเลยในลักษณะที่จะต่อสู้กับจำเลย ต่อจากนั้นจำเลยได้ใช้ปืนยิงผู้เสียหายเช่นนี้ เป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน จำเลยจะอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวหาได้ไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยสองคนร่วมกันเป็นตัวการ ใช้ปืนยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ผู้เสียหายไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสองให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,289, 80, 83แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1กำลังทะเลาะกับผู้เสียหายก่อนลงมือยิงนั้น จำเลยที่ 2 พูดยุให้จำเลยที่ 1 ยิง เมื่อโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายกับทั้งมิได้อ้างมาตรา 84 มาในฟ้องด้วย เช่นนี้ ศาลย่อมจะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามข้อเท็จจริงที่โจทก์สืบได้นั้นไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันเป็นตัวการใช้ปืนยิงนายจงอุดมผลโดยเจตนาฆ่า แต่ไม่บรรลุผล เพราะกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญนายจงจึงไม่ถึงแก่ความตาย และต่อมาจำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันเป็นตัวการใช้ปืนยิงนายจงอีกในขณะที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโดยจำเลยทั้งสองเจตนาฆ่าด้วยความพยาบาทและไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย แต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะแพทย์ทำการรักษาไว้ได้ทันท่วงที นายจงจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙, ๘๐, ๘๓ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เพียงคนเดียวได้ยิงผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุจริง แต่ไม่ได้ยิงผู้เสียหายที่โรงพยาบาล การที่จำเลยที่ ๑ยิงผู้เสียหายนั้น เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยิงผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัสที่ที่เกิดเหตุแห่งแรก โดยไม่ใช่เป็นการป้องกันตัวจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ก่อหรือยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ ๑ ยิงผู้เสียหายจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ส่วนเหตุที่เกิดที่โรงพยาบาลนั้น ฟังว่า จำเลยที่ ๑ผู้เดียวได้ใช้ปืนจ่อยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สำหรับจำเลยที่ ๒ ไม่ปรากฏว่าได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ในตอนหลังนี้ด้วยพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙,๘๐, ๘๓ จำเลยที่ ๒ ผิดตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐, ๘๓ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ ยิงผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุครั้งแรกเท่านั้น โดยไม่ใช่เป็นการป้องกันตัว และไม่เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ใช้หรือยุยงส่งเสริมหรือร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนแรกรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ยิงผู้เสียหายจริง ส่วนเรื่องป้องกันตัวนั้นเห็นว่า คดีน่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ มีความโกรธผู้เสียหายที่ได้รังแกจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ ๑การที่จำเลยที่ ๑ ไปหาผู้เสียหายถึงที่บ้านพร้อมด้วยอาวุธปืน ท้าทายจะยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินลงจากเรือนถือเสียมมาหาจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายนั้น จึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน จำเลยที่ ๑จะมาอ้างว่าการกระทำของจำเลยต่อไปนั้นเป็นการป้องกันตัวอีกหาได้ไม่ สำหรับจำเลยที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาว่าจำเลยที่ ๒ ได้บังอาจร่วมด้วยกันกับจำเลยที่ ๑ เป็นตัวการใช้ปืนยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า และโจทก์อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓เป็นบทประกอบการลงโทษ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องมาว่า จำเลยที่ ๒ได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดโดยยุยงส่งเสริมจำเลยที่ ๑ ให้ยิงผู้เสียหายแต่ประการใดเลย ทั้งมิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔มาในฟ้องด้วย ฉะนั้นโจทก์จะขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ ๒ ในข้อหาว่าเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ ๑ ยิงผู้เสียหายจากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ ๒ ได้พูดกับจำเลยที่ ๑ ว่า "เดื่อ มึงยืนอยู่ทำไมล่ะจงมันร้ายนักทำไมมึงไม่ยิง" ย่อมจะไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ ๒ จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ไม่คดีไม่อาจจะลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ประกอบด้วยมาตรา ๘๔ ได้ และคดีจะฟังลงโทษจำเลยที่ ๒ ว่าได้ร่วมมือกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดด้วยในฐานะเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓ ก็ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2516 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายเดื่อ หรือชัยวัฒน์ บุตรี ที่ 1 นางเฉลียว ชุนเกษา ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี · จำเลย - นายเดื่อ หรือชัยวัฒน์ บุตรี ที่ 1 นางเฉลียว ชุนเกษา ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายบุญทรง เค้าไพบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุมิตร ฟักทองพรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 226/2529ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 551/2514ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา