⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1729/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การออกพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคุ้มครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลให้ที่ดินที่ถูกกำหนดนั้นตกเป็นป่าคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ผู้ครอบครองจะอ้างสิทธิในที่ดินนั้นมาก่อนก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าปากคลองบางพระฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2492 ซึ่งต่อมาได้กลายสภาพมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 36 ก่อนที่จะออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว รัฐบาลได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 5, 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ขณะนั้น กล่าวคือได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสำรวจสอบสวนเขตป่าที่จะจัดให้เป็นป่าคุ้มครองและปิดประกาศโฆษณาระบุท้องที่ซึ่งจะทำการสำรวจไว้ ณ ท้องที่ตามที่กฎหมายกำหนด ได้มีการประชุมชี้แจงต่อราษฎร มีราษฎรยื่นคำร้องคัดค้านหลายรายรวมทั้งบิดาโจทก์ด้วย ครั้นคณะกรรมการประกาศกำหนดวันที่จะดำเนินการสำรวจสอบสวนเขตป่า มีผู้ร้องมาให้การตามนัดบ้างไม่มาบ้าง ผู้ที่ไม่มานั้นปรากฏว่าหลายรายได้ตายไปแล้วและละเลยทอดทิ้ง ไม่ติดใจในสิทธิ แต่คณะกรรมการก็ได้แจ้งให้ผู้ร้องหรือทายาททราบอีก แต่บิดาโจทก์หรือตัวโจทก์ซึ่งอ้างว่าได้รับมรดกที่พิพาทมาครอบครองอยู่ขณะนั้น ไม่ไปให้คณะกรรมการทำการสอบสวน คณะกรรมการทำการสอบสวนเห็นสมควรให้คงอาศัยทำกินในเขตป่าคุ้มครองต่อไปตามเดิมก็มีและกันที่ดินของผู้ร้องออกจากป่าคุ้มครองก็มีส่วนรายใดที่ไม่ได้ให้คณะกรรมการทำการสอบสวนนั้น คณะกรรมการได้จัดที่ดินของบุคคลเหล่านั้นเข้าเป็นป่าคุ้มครองแล้วรายงานเสนอเรื่องราวไปยังกระทรวงเกษตร จนรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคุ้มครองประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2492 แล้ว ดังนี้ โจทก์จะอ้างว่าที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าคุ้มครองดังกล่าวเป็นของบิดาโจทก์ซึ่งโจทก์ได้รับมรดกครอบครองมาเพื่อหักล้างกฎหมายหาได้ไม่ แม้โจทก์จะได้แจ้งการครอบครองที่พิพาทไว้ก็เป็นเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่พิพาทเป็นป่าคุ้มครองแล้ว จึงไม่ก่อให้สิทธิอย่างใดแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่กระทรวงเกษตรหรือบุคคลซึ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตรให้เข้าทำประโยชน์ในที่พิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.6 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.36 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมบิดาโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๑ แปลงเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน อยู่ที่ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งนายอำเภอออกใบเหยียบย่ำให้บิดาโจทก์ตาย ตกทอดได้แก่โจทก์และโจทก์ครอบครองตลอดมาจนทุกวันนี้ รัฐได้ออกพระราชกฤษฎีกาคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๙๒ เอาที่สวนของโจทก์เข้าอยู่ในเขตป่าคุ้มครองด้วย โดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน และเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดทำการก่อสร้างท่าเทียบเรือประมงในที่ดินของโจทก์และบริเวณใกล้เคียง และจำเลยที่ ๒ ได้นำที่ดินบางส่วนที่ได้รับอนุญาตให้จำเลยที่ ๓ เช่าช่วง แล้วบริวารของจำเลยที่ ๒, ๓ ได้ตัดฟันต้นจากของโจทก์ และถมดินก่อสร้างโรงอุตสาหกรรมทำน้ำแข็งในที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์พระราชกฤษฎีกาคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๙๒ ไม่กระทบกระเทือนถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินของโจทก์ หากกระทบกระเทือนถึงก็เป็นโมฆะให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไป ห้ามเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่พิพาท ที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เสียหายและคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์หรือบิดาไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทที่พิพาทเป็นป่าคุ้มครองและตกเป็นป่าสงวนแห่งชาติส่วนในเรื่องค่าเสียหายเชื่อว่าบิดาโจทก์เข้าครอบครองและเก็บผลประโยชน์จากต้นจากในที่พิพาทมาช้านานจนตกทอดถึงโจทก์สืบต่อมาจำเลยที่ ๓ โดยอาศัยสัญญาเช่าจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑ ได้เข้าไปทำลายต้นจากที่โจทก์เคยครอบครองเก็บผลประโยชน์มา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๑,๘๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าปากคลองบางพระ เกาะจ้าว เกาะลอย ในท้องที่ตำบลวังกระแจะ ตำบลหนองเสม็ด และตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งได้กลายสภาพมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๖ แล้ว โดยก่อนที่จะออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง ซึ่งกลายสภาพมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว รัฐบาลได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๕, ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ขณะนั้น กล่าวคือได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสำรวจสอบสวนเขตป่าที่จะจัดให้เป็นป่าคุ้มครองและปิดประกาศโฆษณาระบุท้องที่ซึ่งจะทำการสำรวจไว้ ณ ท้องที่ตามที่กฎหมายกำหนดได้มีการประชุมชี้แจงต่อราษฎรตามเอกสารหมาย ล.๙ ถึง ล.๒๖ มีราษฎรยื่นคำร้องคัดค้านรวม ๘๑ ราย ดังบัญชีรายชื่อตามเอกสารหมาย ล.๑๐ ถึง ล.๑๒ ซึ่งนายชิต เรืองประดิษฐ์ บิดาโจทก์ได้มีรายชื่อเป็นผู้ร้องคัดค้านไว้ในลำดับที่ ๕ เอกสารหมาย ล.๑๐ ครั้นคณะกรรมการได้ประกาศกำหนดวันที่จะดำเนินการสำรวจสอบสวนพิจารณาเขตป่ารายนี้ไว้ในระหว่างวันที่ ๑๓ ถึง ๑๕ มกราคม ๒๔๙๑ มีผู้ร้องมาให้การตามนัดหมายของคณะกรรมการ ๔๒ ราย ไม่มาให้การสอบสวน ๓๙ ราย สำหรับผู้ร้องที่ไม่มาให้การสอบสวน ๓๙ รายนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องหลายรายได้ตายไปแล้วและละเลยทอดทิ้งไม่ติดใจในสิทธิ แต่คณะกรรมการก็ได้แจ้งให้ผู้ร้องหรือทายาททราบอีก คงมีผู้มาให้การสอบสวนหรือส่งตัวแทนมาให้ทำการสอบสวนอีก ๒๔ ราย ส่วนอีก ๑๕ รายรวมทั้งรายนายชิตบิดาโจทก์หรือตัวโจทก์ซึ่งอ้างว่าได้รับมรดกที่พิพาทมาครอบครองอยู่ขณะนั้นไม่ไปให้คณะกรรมการทำการสอบสวนเลย ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑ ล.๒๔ และ ล.๒๗ คณะกรรมการทำการสอบสวนแล้วเห็นสมควรให้คงอาศัยทำกินในเขตป่าคุ้มครองต่อไปตามเดิมก็มี และกันที่ดินของผู้ร้องออกจากเขตป่าคุ้มครองก็มี ส่วน ๑๕ รายซึ่งไม่ได้ให้คณะกรรมการทำการสอบสวนนั้นคณะกรรมการได้พิจารณาจัดที่ดินของผู้ร้องเหล่านี้เข้าเป็นป่าคุ้มครองแล้วรายงานเสนอเรื่องราวไปยังกระทรวงเกษตร จนรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคุ้มครองประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ แล้ว ดังนี้ โจทก์จะอ้างว่าที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าคุ้มครองดังกล่าวเป็นของบิดาโจทก์ซึ่งโจทก์ได้รับมรดกครอบครองมาเพื่อหักล้างกฎหมายหาได้ไม่ ไม่จำต้องพิเคราะห์ว่าบิดาโจทก์หรือโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทมาก่อนพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคุ้มครองดังกล่าวหรือไม่ที่โจทก์นำสืบว่าได้แจ้งการครอบครองที่พิพาทไว้ตาม ส.ค.๑ ที่โจทก์อ้างนั้น ก็เป็นเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่พิพาทเป็นป่าคุ้มครองแล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไปจากที่พิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2517 นายประดิษฐ์ เรืองประดิษฐ์ โจทก์ กระทรวงเกษตร (โดยหม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่) ที่ 1 องค์การสะพานปลา (โดยนายจรูญ ผาสุกวนิช) ที่ 2 บริษัทน้ำแข็งตราดประมง จำกัด (โดยนายวานิช สง่าศิลป) ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประดิษฐ์ เรืองประดิษฐ์ · 1 - กระทรวงเกษตร (โดยหม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่) ที่ · 2 - องค์การสะพานปลา (โดยนายจรูญ ผาสุกวนิช) ที่ · จำเลย - บริษัทน้ำแข็งตราดประมง จำกัด (โดยนายวานิช สง่าศิลป) ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ ภู่งาม · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ล้วน นิลกำแหง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตราด - นายเสวก จันทร์ผ่อง · ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1331/2479ฎีกา 1280/2492ฎีกา 609/2522ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 2775/2541ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 337/2535ฎีกา 6620/2550ฎีกา 713/2512ฎีกา 6163/2537ฎีกา 1775-1776/2506ฎีกา 2904/2530ฎีกา 3803/2538ฎีกา 805/2506ฎีกา 824-825/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา