⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 448/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรม ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยการลงโทษ แต่หากศาลเห็นสมควรไม่ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย ก็สามารถกำหนดวิธีการอื่นแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำหลักการลงโทษตามกฎหมายมาใช้บังคับ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกระทำความผิด 2 กรรม โจทก์ฟ้องเป็น 2 สำนวนเมื่อจะเป็นการสะดวกหากพิจารณารวมกัน ศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้พิจารณารวมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28การพิพากษาความผิดของจำเลยจะต้องพิพากษาทุกกรรมส่วนวิธีการลงโทษต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91แต่จำเลยมีอายุไม่เกิน 17 ปี และศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ จึงพิพากษาให้ส่งตัวไปรับการฝึกอบรมยังสถานพินิจฯ ดังนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 91 เพราะไม่ใช่การลงโทษ จึงรวมกำหนดระยะเวลาการส่งตัวไปรับการฝึกอบรมทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันได้ ไม่จำต้องกำหนดว่าสำนวนละเท่าใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายอาญา ม.74 ประมวลกฎหมายอาญา ม.75 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๓๕/๒๕๑๔ ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งมีอายุ ๑๖ ปีและ๑๔ ปีตามลำดับ ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และขอให้นับโทษติดต่อกันจำเลยให้การรับสารภาพทั้งสองสำนวน ข้อเท็จจริงสำหรับคดีนี้ฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลากลางวัน จำเลยได้ร่วมกันลักไก่ ๑ ตัวของนายอำนาจ อำไพ ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๓๕/๒๕๑๔ ฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ร่วมกันลักไก่ ๔ ตัวของนายจู อาศัยบุญ เหตุทั้งสองคดีเกิดที่ตำบลลิปะน้อยอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลชั้นต้นได้สั่งรวมพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปรับการฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก จังหวัดสงขลา คนละ ๒ ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะคดีนี้คดีเดียวว่า จำเลยกระทำความผิด ๒ กระทงโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็น ๒ สำนวน การที่ศาลชั้นต้นรวมฟ้องของโจทก์เข้าด้วยกันเป็นฟ้องเดียวเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๐ เมื่อจำเลยกระทำความผิดโดยไม่มีการยกเว้นโทษก็ต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ วรรค ๒ การที่ศาลชั้นต้นไม่พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองสำนวนแล้วรวมโทษเข้าด้วยกัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนแล้วรวมโทษเข้าด้วยกัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้รวมฟ้องของโจทก์เข้าด้วยกันแต่เป็นการรวมการพิจารณา ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจทำได้การพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้วคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิพากษาว่าจำเลยทำความผิดตามฟ้องทั้งสองสำนวน ไม่จำเป็นต้องระบุโทษแต่ละสำนวนว่าเท่าใด พิพากษายืน โจทก์ฎีกามีข้อความเช่นเดียวกับอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดสองกรรม โจทก์ฟ้องเป็นสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาสำนวนทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ให้ส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดสงขลามีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ โดยไม่ได้กำหนดเวลาให้ส่งไปฝึกอบรมเป็นรายสำนวนเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยสองสำนวนนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันจะเป็นการสะดวกหากพิจารณารวมกัน ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้พิจารณารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘ การพิพากษาความผิดของจำเลยจะต้องพิพากษาทุกกรรม ส่วนวิธีการลงโทษต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น เป็นการพิพากษาความผิดของจำเลยกรรมเดียว ไม่ชอบ แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดสงขลา ไม่ใช่เป็นการลงโทษตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘เป็นกรณีศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษจำเลย ให้จัดการตามมาตรา ๗๔ ไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๙๑ ซึ่งใช้เฉพาะการลงโทษเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงรวมกำหนดระยะเวลาการส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันได้ โดยไม่ต้องกำหนดว่าส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมสำนวนละเท่าใด พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่าจำเลยแต่ละสำนวนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2517 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายหน่วย หรือวิศาล ใจเปี่ยม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี · จำเลย - นายหน่วย หรือวิศาล ใจเปี่ยม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ล้วน นิลกำแหง · สวัสดิ์ ภู่งาม · สุมิตร ฟักทองพรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสวัสดิ์ รอดเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพียร ศรีอรุณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 528/2470ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 3026/2517ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6911/2544ฎีกา 4049/2536ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา