⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1958/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหลอกลวงหญิงไปเพื่อการอนาจาร และการกระทำอนาจาร เป็นความผิดคนละกระทงกัน แม้จะเกิดจากการกระทำของจำเลยคนเดียวกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้อุบายหลอกลวงหญิงผู้เสียหายว่าจะให้สีผึ้ง 1 ตลับ ผู้เสียหายหลงเชื่อตามไปเอาจากจำเลยที่สวนหลังบ้าน แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหาย ดังนี้ จำเลยมีความผิดฐานหลอกลวงหญิงไปเพื่อการอนาจารกระทงหนึ่ง และฐานกระทำอนาจารอีกกระทงหนึ่ง สีผึ้งของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด ต้องริบ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ต้องมีการสืบพยานหลักฐานอย่างใด ถือว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ควรลดโทษให้จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ คดีฟังได้ว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยว่าจะให้สีผึ้ง ๑ ตลับ ผู้เสียหายหลงเชื่อตามไปเอาจากจำเลยที่สวนหลังบ้าน แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหาย มีผู้พบเห็นการกระทำของจำเลย จึงได้ควบคุมตัวจำเลยไว้ และยึดได้สีผึ้งเป็นของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ (ที่ถูกเป็นมาตรา ๒๗๙) มาตรา ๒๘๔ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๗๘ วรรค ๒ (ที่ถูกเป็นมาตรา ๒๗๙ วรรค ๒) ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี คำขอให้ริบของกลางให้ยกเสียเนื่องจากไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกรรมเป็นกระทงความผิด ขอให้ริบของกลาง และไม่ควรลดโทษแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกรรมเป็นกระทวงความผิด ขอให้ริบของกลางและไม่ควรลดโทษแก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหลอกลวงหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ ฐานหนึ่ง และกระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ อีกฐานหนึ่ง ความผิดสองฐานดังกล่าวต่างกันและแยกจากกันได้ มิใช่เป็นความผิดต่อเนื่องกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดอาญาสองกรรม สีผึ้ง ๑ ตลับของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดจะต้องริบ สำหรับปัญหาที่ว่าควรลดโทษแก่จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่าจำเลยทราบคำฟ้องของโจทก์แล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทันทีโดยไม่ต้องมีการสืบพยานหลักฐานอย่างใด คำให้การรับสารภาพของจำเลยต่อศาลเป็นเหตุบรรเทาโทษ ควรลดโทษแก้จำเลย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ข้อ ๙ กระทงหนึ่งและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๑๐ อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษเรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ จำคุกกระทงความผิดละ ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ จำคุก ๑ ปี ของกลางริบ (สมชัย ทรัพยวณิช สนับ คัมภีรยส รื่น วิไลชนม์) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2518 พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท โจทก์ นายน้อย ธรรมจักร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท · จำเลย - นายน้อย ธรรมจักร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาท - นายไพริน มะนุญพร · ศาลอุทธรณ์ - นายกิจจา นาญกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1554/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 6416/2541ฎีกา 531/2510ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1979/2521ฎีกา 8297/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา