คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2255/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าสัญญากู้เป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อหักกลบลบหนี้ค่าเช่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เมื่อเอกสารกู้ระบุว่าจำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว การอ้างว่ามีการแปลงหนี้โดยนำหนี้เก่ามาหักกับหนี้ค่าเช่ามาทำเป็นสัญญากู้ ไม่เป็นการแสดงว่าหนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจสืบพยานเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารกู้ได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้อำพรางการที่โจทก์เช่าที่ดินจำเลยหักกับหนี้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวนหนึ่ง จำเลยมีหน้าที่นำสืบพยานก่อน แต่เอกสารกู้มีความว่า จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วจำเลยให้การทำนองว่าแปลงหนี้โดยเอาหนี้เก่าหักกับหนี้ค่าเช่ามาทำเป็นสัญญากู้ ไม่เป็นการแสดงว่าหนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์จึงสืบพยานเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางกลาย หนูแก้ว · จำเลย - นายน่วม จันเกื้อ ที่ 1, นางเบือน จันเกื้อ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา