⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2445/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2445/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลแพ่งประทับรับฟ้องคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาจนสิ้นกระแสความแล้ว ถือว่าศาลแพ่งได้ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้นแล้ว แม้ว่าข้อพิพาทจะเกิดขึ้นนอกเขตศาลแพ่งก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีนั้น เมื่อศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้องคดี รวมทั้งรับคำให้การจำเลยตลอดจนสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนสิ้นกระบวนความ ถือว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้นแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าเสียหายกับดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานครดังฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นหลายข้อ เฉพาะประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีว่า จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดธนบุรีตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องทั้งสองต่อศาลแพ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้วินิจฉัยเฉพาะประเด็นข้อ ๑ และพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ ๑ อยู่บ้านเลขที่ ๑๔๘ หมู่ ๑๒ ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลบางประกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี แต่จำเลยที่ ๑ มีบัตรประจำตัวประชาขน มีสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดงว่าจำเลยอยู่ตำบลบางโตนด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยที่ ๒ ก็มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดราชบุรี คดีเช่นนี้โจทก์จำต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๒) เมื่อโจทก์ระบุภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ ไม่ตรงกับความจริง เท่ากับฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๔(๓) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๑๔๘ หมู่ ๑๒ ถนนสุขสวัสดิ์ อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี แต่เมื่อพนักงานเดินหมายของศาลแพ่งนำหมายนัดและสำเนาคำฟ้งไปส่งให้จำเลยที่ ๑ ณ ภูมิลำเนาดังกล่าว ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่เคยอยู่บ้านเลขที่นั้นเลย ปรากฏตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๑๖ ศาลชั้นต้นสั่งรายงานฉบับนั้นว่า รอฟังโจทก์แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งนั้น ครั้นวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ แต่งตั้งทนายความและยื่นคำให้การเฉพาะภูมิลำเนา ความว่า จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๑๑/๑ หมู่ ๓ ตำบลบางโตนด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ ๑ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นได้สั่งรับคำให้การจำเลยที่ ๒ และทำการชี้สองสถาน กำหนดประเด็นที่จะพิจารณา รวมทั้งได้สืบพยานของโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นกระบวนความแจ้งจึงได้พิพากษาคดี ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้ประทับรับฟ้องคดีไว้แล้วรวมทั้งรับคำให้การจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตลอดจนสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนสิ้นกระบวนความ ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ใหม่ตามรูปความ (พยนต์ ยาวะประภาษ แผ้ว ศิวะบวร จันทร์ ระรวยทรง) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2445/2518 บริษัท ร.ส.พ. ประกันภัย จำกัด โดยนายไพบูลย์ พานิชชีวะ และนายเดช บุญ หลง กรรมการ โจทก์ นายบุญเหลือ คุ้มอยู่ที่ 1กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความบุญ - บริษัท ร.ส.พ. ประกันภัย จำกัด โดยนายไพบูลย์ พานิชชีวะ และนายเดช · โจทก์ - หลง กรรมการ · จำเลย - นายบุญเหลือ คุ้มอยู่ที่ 1กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเสนอ ศรนิยม · ศาลอุทธรณ์ - นายวชิระ รัตนสิงห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2334/2517ฎีกา 8818/2551ฎีกา 3240/2533ฎีกา 620/2548ฎีกา 2766/2528ฎีกา 1511/2520ฎีกา 8672/2553ฎีกา 583/2548ฎีกา 7255/2539ฎีกา 841/2549ฎีกา 620/2475ฎีกา 2841/2547ฎีกา 2768/2530ฎีกา 1824/2567ฎีกา 1286/2481ฎีกา 6459/2546ฎีกา 4176/2530ฎีกา 3994/2540ฎีกา 729/2492ฎีกา 1783/2527ฎีกา 1307/2503ฎีกา 572/2549ฎีกา 2591/2526ฎีกา 3413/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา