⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 583/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ข้อตกลงเรื่องเขตอำนาจศาลที่ระบุไว้ในสัญญา ย่อมมีผลบังคับใช้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย 2. สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้จากลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อใช้ในกิจการ มีอายุความ 5 ปี 3. หากหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก ให้กำหนดวิธีการคำนวณมูลค่าเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนในปัจจุบัน

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนได้มีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาล ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้ จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้นั่นเองสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) หนี้ของจำเลยในคดีนี้เป็นหนี้เงินต่างประเทศสกุลมาร์กเยอรมัน อันเป็นเงินตราของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว สมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย หากในเวลาใช้จริงเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินมาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริงและคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.47 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.196

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,627,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,227,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 392,017.59 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 320,014.36 มาร์กเยอรมัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้วต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627.364 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำแปลเป็นภาษาไทยของหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแพ่งด้วยก็ตาม แต่ต้องถือข้อความในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงเป็นสำคัญ เมื่อพิเคราะห์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษหนังสือมอบอำนาจทั้งฉบับแล้ว ข้อความในตอนต้นกล่าวว่า ขอมอบอำนาจให้บริษัท สเตอริง ฟลูอิด ซิสเต็ม (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเป็นโจทก์และดำเนินการฟ้องร้องจำเลยในคดีความเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายในชั้นศาล ย่อมเห็นได้ชัดว่า โจทก์ประสงค์จะมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขายแก่จำเลย ย่อมหมายถึงคดีแพ่งเป็นหลักใหญ่ ข้อความภาษาอังกฤษว่า "civil on criminal, or bankruptcy..." น่าจะหมายความถึงคดีแพ่ง หรือคดีอาญา หรือคดีล้มละลายได้อย่างไม่มีข้อสงสัยแต่ประการใด คำว่า "on" ที่ปรากฏอยู่ดังกล่าวน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์ซึ่งที่ถูกจะต้องเป็นคำว่า "or" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "หรือ" มากกว่า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่า หากมีกรณีพิพาทกันให้ฟ้องที่ศาลของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับแก่คู่สัญญาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าได้มีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาลว่า ศาลในประเทศของผู้จัดหาสินค้า (หมายถึงโจทก์) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากข้อพิพาททางกฎหมายใดๆ อย่างไรก็ตามถ้าผู้จัดหาสินค้าอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลในประเทศของตัวแทน (หมายถึงจำเลย) ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ ข้อตกลงดังกล่าวนี้มิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้ามิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 111 จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 118 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่าเป็นเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศระหว่างผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาของที่ได้ส่งมอบ ซึ่งจะมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่สินค้าแต่ละรายการถึงกำหนดชำระ สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์ แล้วนำมาประกอบกับมอเตอร์และอุปกรณ์ที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตจำหน่ายแก่ลูกค้านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังได้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ตรงกันและไม่โต้แย้งกัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจากข้อกำหนดของสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้า ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้าจะต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่จำเลยอ้างหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้นั่นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากหนี้ของจำเลยในคดีนี้เป็นหนี้เงินต่างประเทศสกุลมาร์กเยอรมันอันเป็นเงินตราของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว จึงเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 392,017.59 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,014.36 มาร์กเยอรมัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากจำเลยจะชำระหนี้เงินมาร์กเยอรมันดังกล่าวด้วยเงินบาทให้ชำระด้วยเงินบาทที่คิดคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมัน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่ทั้งนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627,364 บาท ตามคำฟ้อง แต่หากในเวลาใช้เงินจริงเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินมาร์กเยอรมันพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริงและคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และในกรณีนี้ หากจำเลยจะชำระด้วยเงินไทยก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นเป็นเงินบาท ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่จำนวนเงินบาทดังกล่าวทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวน 7,627,364 บาท ตามคำฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสเตอร์ลิงซีฮี โจทก์ บริษัทเอ็นจิเนียริ่ง โปรดักส์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสเตอร์ลิงซีฮี · จำเลย - บริษัทเอ็นจิเนียริ่ง โปรดักส์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พิชิต คำแฝง · อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 2334/2517ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 3240/2533ฎีกา 3803/2565ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 1511/2520ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 4823/2548ฎีกา 7255/2539ฎีกา 841/2549ฎีกา 620/2475ฎีกา 2841/2547ฎีกา 2768/2530ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6096/2550ฎีกา 1824/2567ฎีกา 3329/2550ฎีกา 8938-8992/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ