คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2519
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้กำลังประทุษร้ายที่เกิดขึ้นหลังจากการลักทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว ไม่ถือเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ย่อคำพิพากษา
คืนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืน ผู้เสียหายรู้ว่าได้มีคนร้ายลักกระบือของผู้เสียหายไป ผู้เสียหายกับพวกได้ออกติดตามไปเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร จึงทันจำเลยกับพวกที่ลักระบือกำลังจูงกระบือไป ผู้เสียหายกับพวกไม่ทราบว่าคนร้ายคนใดมีอาวุธปืนและใช้ยิงมาทางผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายจึงยิงไปทางคนร้าย 1 นัด กระสุนปืนถูกคนร้ายคนหนึ่ง ทรายภายหลังว่าเป็นจำเลย การใช้กำลังประทุษร้ายได้เกิดขึ้นหลังจากการลักทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนติดตัวชิงทรัพย์กระบืออันเป็นสัตว์ซึ่งมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมของผู้เสียหายผู้มีอาชีพ กสิกรรม และใช้ปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายกับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙,๓๔๐ ตรี, ๒๘๙,๘๐,๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ(ฉบับที่ ๑๑) ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙,๓๔๐ ตรี. ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ(ฉบับที่ ๑๑) ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔,๑๕ จำคุก ๑๕ ปี ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ ๒
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง และมาตรา ๘๓ จำคุก ๑๐ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รูปคดีเชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ลักและจูงกระบือของผู้เสียหายมาในคืนเกิดเหตุ ผู้เสียหายรู้เมื่อเวลาเที่ยงคืน ผู้เสียหายกับพวกได้ออกติดตามไปเป็นระยะทาง ๗ กิโลเมตรจึงทัน และจำเลยที่ ๑ กับพวกไม่ยอมหยุดที่ผู้เสียหายร้องสั่ง ผู้เสียหายกับพวกไม่ทราบว่าคนร้ายคนใดมีอาวุธปืนและใช้ยิงมาทางผู้เสียหาย ๑ นัด ผู้เสียหายจึงยิงไปทางคนร้าย ๑ นัด กระสุนปืนถูกคนร้ายคนหนึ่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นจำเลยที่ ๑ การใช้กำลังประทุษร้ายได้เกิดขึ้นหลังจากการลักทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์
พิพากษาแก้ เป็นว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕(๑)(๗)(๑๒) ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2519
พนักงานอัยการจังหวัดสตูล โจทก์
นายแอ กรมเมือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสตูล · ล. - นายแอ กรมเมือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แผ้ว ศิวะบวร · จันทร์ ระรวยทรง · พยนต์ ยาวะประภาษ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสตูล - นายมนู วงศ์แสงจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสมา รัตนมาลัย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา