คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2519
ป.วิ.แพ่ง ม.248
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นทุนทรัพย์ของคดีเพื่อกำหนดว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในมูลละเมิดเป็นเงิน 52,140 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ 52,140 บาท ไม่ใช่ทุนทรัพย์ 40,000 บาท เท่าที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยใช้คดีจึงมิต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ก.ท.ป. ๑๔๕๗ จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถบรรทุก ๑๐ ล้อ หมายเลขทะเบียน ล.บ.๐๖๐๓๕ ในฐานะผู้ผ่อนส่ง โดยมีนายจำลอง กิจตนลูกจ้างของจำเลยเป็นคนขับ เมื่อลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๕ นายจำลองขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ล.บ.๐๖๐๓๕ บรรทุกดินไปตามถนนคันคลองชลประทานจากอำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปจังหวัดลพบุรี ตามหลังรถยนต์โดยสารคันหนึ่ง ขณะนั้นมีรถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ อีกหนึ่งคันแซงรถยนต์คันที่นายจำลองเป็นผู้ขับทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งตลบมองไม่เห็นทางซึ่งเป็นที่คับขัน โดยความประมาทนายจำลองได้ขับรถแซงรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวและขับกินทางขวามากเกินไปเข้าไปในเส้นทางของรถยนต์ที่สวนมาเป็นเหตุให้รถยนต์ที่นายจำลองขับรถยนต์ชนโจทก์ซึ่งนายบุญเรือนขับแล่นสวนมา นายบุญเรือนถึงแก่ความตาย รถโจทก์พังเสียหายใช้การไม่ได้ ขอให้บังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๕๒,๑๔๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยฯ
จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ป.๑๔๕๗ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นายจำลองไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยและขณะเกิดเหตุก็ไม่ได้ทำการในกิจการของจำเลย เหตุที่รถยนต์ชนกันเป็นเพราะความประมาทของนายบุญเรือน จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายไม่เกิน ๔,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
โจทก์ฎีกาคัดค้านการยื่นฎีกาของจำเลยว่า คดีมีทุนทรัพย์ ๔๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๘ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ ฎีกาของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงต้องห้ามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในมูลละเมิดเป็นเงิน ๕๒,๑๔๐ บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ ๕๒,๑๔๐ บาท ไม่ใช่ทุนทรัพย์ ๔๐,๐๐๐ บาทเท่าที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยชดใช้คดีจึงมิต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายที่โจทก์อ้าง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2519
กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์
พันตรีสุนทร จำเนียรไวย ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมส่งเสริมสหกรณ์ · ล. - พันตรีสุนทร จำเนียรไวย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ล้วน นิลกำแหง · วิทูร เทพพิทักษ์ · ประถม วิเชียรเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายดำรง สายเชื้อ · ศาลอุทธรณ์ - นายจังหวัด แสงแข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา