⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2237/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2237/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการตกลงจะให้เงินตอบแทนในการที่บุตรสาวจะแต่งงานอยู่กินกับบุตรชาย และได้มีการแต่งงานกันแล้ว ผู้ให้เงินต้องชำระเงินตามที่ตกลงไว้ แม้เงินนั้นจะไม่ใช่สินสอดตามกฎหมายก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ให้สินสอดโดยทำสัญญากู้ให้ แม้เงินที่ลงไว้ในสัญญากู้จะไม่ใช่สินสอดตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436 เพราะเป็นการแต่งงานกันตามประเพณีโดยคู่กรณีไม่ถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นสำคัญก็ตาม แต่เมื่อจำเลยตกลงจะให้เงินตอบแทนแก่โจทก์ในการที่บุตรสาวของโจทก์จะแต่งงานอยู่กินกับบุตรชายของจำเลย โดยทำสัญญากู้ให้ไว้ดังกล่าว เมื่อได้มีการแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากันแล้ว จำเลยก็ต้องชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1436 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1439

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสู่ขอบุตรสาวโจทก์เพื่อให้สมรสกับบุตรชายของจำเลย ในวันทำพิธีแต่งงาน จำเลยนำเงินค่าสินสอดที่ตกลงกันไว้ว่าเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทมาชำระให้โจทก์ ๒,๐๐๐ บาทก่อน อีก ๘,๐๐๐ บาท อ้างว่ายังไม่มีขอผลัดไปชำระภายหลังโดยทำสัญญากู้มอบให้โจทก์ไว้ ครบกำหนด ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๘,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย จำเลยให้การว่า บุตรชายจำเลยและบุตรสาวโจทก์แต่งงานกันตามประเพณีโดยฝ่ายโจทก์เรียกของหมั้นเป็นทองคำหนัก ๑๒ บาท เข็มขัดนาก ๑ เส้นหนัก ๙ บาท เงินสินสอด ๔๐ บาท และเงินกองทุนให้แก่คู่บ่าวสาว ๑๒,๐๐๐ บาท โดยโจทก์กับภรรยาให้คำมั่นว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์กับภรรยาให้คู่บ่าวสาว ๑ ใน ๓ ภายใน ๓ ปี และจะจัดให้ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสภายหลังแต่งงานแล้ว วันแต่งงานจำเลยได้นำทองหมั้นและเงินสินสอดไปให้โจทก์และภรรยาครบถ้วน ส่วนเงินกองทุนมีไปให้เพียง ๔,๐๐๐ บาท อีก ๘,๐๐๐ บาทได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ยึดถือไว้ตั้งแต่คืนวันสุกดิบ ภายหลังแต่งงานแล้ว บุตรสาวโจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส ต่อมาโจทก์กับภรรยากลับด่าว่าและขับไล่บุตรจำเลยออกจากบ้าน บุตรสาวโจทก์ก็ไม่ยอมมาอยู่กินร่วมกับบุตรจำเลยที่บ้านจำเลย โจทก์ทวงถามเงินตามสัญญากู้และร้องเรียนต่อนายอำเภอ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเงินกองทุน จะยอมให้ต่อเมื่อโจทก์จัดการให้บุตรโจทก์ไปอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับบุตรจำเลย บุตรโจทก์ไม่ยอม จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแทนจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า การแต่งงานระหว่างบุตรโจทก์จำเลยต่างฝ่ายต่างมิได้ถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นสำคัญมาแต่แรก แม้จะรับฟังได้ว่า เงินตามสัญญากู้เป็นเงินสินสอด แต่เมื่อมิได้มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเอากับจำเลยได้ และกรณีไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ ๑๕๐ บาท แทนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังว่า สัญญากู้เกิดจากเงินสินสอดที่ค้างชำระ และเมื่อคู่กรณีไม่ถือเอาการจดทะเบียนสมรสกันเป็นสาระสำคัญ เมื่อบุตรของทั้งสองฝ่ายได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากัน ก็ต้องชำระค่าสินสอดตามที่ตกลงกันไว้ สัญญากู้ใช้บังคับได้ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๘,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐๐ บาท จำเลยฎีกาว่าเป็นเงินกองทุน และจำเลยไม่จำต้องชำระให้โจทก์ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ในการสู่ขอบุตรสาวโจทก์ให้แก่บุตรชายจำเลย จำเลยได้สัญญากู้ไว้ให้โจทก์จริง บุตรจำเลยและบุตรโจทก์แต่งงานกันตามประเพณี และอยู่กินด้วยกันที่บ้านโจทก์เป็นเวลา ๑ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๑ คน โดยต่างฝ่ายต่างมิได้ถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นสำคัญมาแต่แรก คดีฟังได้ว่า สัญญากู้เกิดจากเงินสินสอดที่ค้างชำระกันอยู่มิใช่เงินกองทุนดังจำเลยต่อสู้ แม้เงินที่ลงไว้ในสัญญากู้จะไม่ใช่สินสอดตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๓๖ เพราะเป็นการแต่งงานกันตามประเพณีโดยคู่กรณีไม่ถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นสำคัญ แต่จำเลยก็ตกลงจะให้เงินตอบแทนแก่โจทก์ในการที่บุตรสาวของโจทก์จะแต่งงานอยู่กินกับบุตรชายของจำเลย โดยทำสัญญากู้ให้ไว้ เมื่อได้มีการแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากันแล้ว จำเลยก็ต้องชำระเงินดังกล่าวตามที่ตกลงไว้ให้โจทก์ สัญญากู้จึงใช้บังคับได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2237/2519 นายเหรียญ บุญแย้ม โจทก์ นายทองหยิบ กล่ำขำมี ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเหรียญ บุญแย้ม · ล. - นายทองหยิบ กล่ำขำมี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม จาละ · สงวน สิทธิไชย · ปรีชา สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายโกษา ปิยสิรานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกิจจา นาญกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5324/2542ฎีกา 2675/2548ฎีกา 2248/2524ฎีกา 1479/2539ฎีกา 6631/2568ฎีกา 373/2474ฎีกา 1783/2551ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 878/2518ฎีกา 790/2497ฎีกา 1490/2538ฎีกา 421-422/2508ฎีกา 9649/2555ฎีกา 650/2474ฎีกา 1084/2539ฎีกา 3209/2550ฎีกา 1896/2492ฎีกา 867/2523ฎีกา 3453/2529ฎีกา 5112/2552ฎีกา 1971/2517ฎีกา 70/2518ฎีกา 522/2505ฎีกา 51/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา