⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2472-2474/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472-2474/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาต่างตอบแทน เช่น สัญญาซื้อขายที่ดิน จะต้องเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต้องทำสัญญาต่อกันและได้รับความยินยอมจากลูกหนี้และเจ้าหนี้เดิม ไม่ใช่เพียงการแจ้งการโอนให้ลูกหนี้ทราบ

ย่อคำพิพากษา

หนี้ที่เกิดจากสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนนั้น ฐานะของคู่สัญญามิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ฝ่ายเดียว แต่ละฝ่ายต่างมี 2 ฐานะคือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ด้วยการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้บุคคลอื่นต่อไปนั้น จะใช้วิธีการแบบโอนสิทธิ์เรียกร้องธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 หาได้ไม่ เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่มารดาโจทก์แต่ละสำนวน และมารดาโจทก์แต่ละสำนวนได้โอนสิทธิ์ให้โจทก์ กรณีเป็นเรื่องแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ลูกหนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 คือจะต้องทำสัญญาต่อกัน ซึ่งบางกรณีต้องทำเป็นหนังสือด้วยและต้องไม่ขืนใจลูกหนี้ซึ่งหมายความว่าทั้งลูกหนี้ซึ่งหมายความว่าทั้งลูกหนี้เจ้าหนี้ต้องยินยอมต่อกันนั่นเอง หาใช่เพียงแต่แจ้งการโอนให้ลูกหนี้ทราบก็เกิดสัญญาแปลงหนี้ใหม่ได้ไม่ เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยได้มีการทำสัญญากันใหม่ หนี้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยแต่อย่างใด และไม่เกิดอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่มารดาของโจทก์ทั้งสามสำนวนโดยรับมัดจำไว้แล้ว สัญญาจะโอนให้เมื่อแบ่งแยกโฉนดเสร็จ ต่อมาแยกโฉนดเสร็จและนัดทำการโอนแล้ว มารดาโจทก์แต่ละสำนวนได้โอนสิทธิ์เรียกร้องให้โจทก์ โจทก์และผู้ซื้อแต่ละสำนวนได้แจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้จำเลยทราบ และนัดไปทำการโอน แต่จำเลยเรียกราคาที่ดินเพิ่มและไม่ยินยอม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยโอนที่ดินแก่โจทก์ทุกสำนวนและรับเงินที่เหลือ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกสำนวน โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ที่เกิดจากสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนนั้น ฐานะของคู่สัญญามิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ฝ่ายเดียว แต่ละฝ่ายต่างมี ๒ ฐานะคือ เป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ด้วย การโอนสิทธิ์เรียกร้องให้บุคคลอื่นต่อไปนั้น จะใช้วิธีการแบบโอนสิทธิ์เรียกร้องธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ หาได้ไม่ เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่มารดาโจทก์แต่ละสำนวน และมารดาโจทก์แต่ละสำนวนได้โอนสิทธิ์ให้โจทก์ กรณีเป็นเรื่องแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ลูกหนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ คือจะต้องทำสัญญาต่อกัน ซึ่งบางกรณีต้องทำเป็นหนังสือด้วยและไม่ต้องขืนใจลูกหนี้ซึ่งหมายความว่าทั้งลูกหนี้เจ้าหนี้ต้องยินยอมต่อกันนั่นเอง หาใช่เพียงแต่แจ้งโอนให้ลูกหนี้ทราบก็เกิดสัญญาแปลงหนี้ใหม่ได้ เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยได้มีการทำสัญญากันใหม่หนี้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยแต่อย่างใด และไม่เกิดอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472 - 2474/2519 นายถนัด อรรจนานันท์ โจทก์ นางสาวประยูร พึ่งวิชัย ล. กับสำนวนอื่นอีกรวม 3 สำนวน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายถนัด อรรจนานันท์ · ล. - นางสาวประยูร พึ่งวิชัย · สำนวน - กับสำนวนอื่นอีกรวม 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · ประภาศน์ อวยชัย · ชลูตม์ สวัสดิทัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายจเร อำนวยวัฒนา · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5433/2551ฎีกา 2537/2520ฎีกา 2881/2531ฎีกา 156/2522ฎีกา 5711/2541ฎีกา 7943/2549ฎีกา 242/2511ฎีกา 357/2509ฎีกา 1217/2530ฎีกา 2221/2553ฎีกา 558/2509ฎีกา 2767/2523ฎีกา 2074/2545ฎีกา 2694/2535ฎีกา 5324/2542ฎีกา 224/2530ฎีกา 681/2506ฎีกา 4244/2539ฎีกา 5459/2537ฎีกา 824/2545ฎีกา 390/2536ฎีกา 6631/2568ฎีกา 621/2519ฎีกา 3833/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา