คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2519
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันในศาลเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยชี้ขาดไปตามข้อเท็จจริงที่รับกันนั้นได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานอื่นอีก
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท จำเลยฎีกาโต้แย้งข้อหนึ่งว่าสัญญาเช่าบ้านพิพาทไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยเช่าบ้านพิพาท จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์จริง ดังนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาเช่าบ้านที่พิพาทอ้างอิงก็ได้เพราะคดีรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าบ้านโจทก์ จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านที่เช่า ฯลฯ
จำเลยให้การว่าบ้านเป็นของจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านโดยสำคัญผิดว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ ฯลฯ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยให้การรับแล้วว่าได้ทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจริงโจทก์ไม่ต้องนำสืบเอกสารสัญญาเช่าเป็นหลักฐานอีกต่อไป สัญญาเช่าจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าโดยสำคัญผิดในสารสำคัญแห่งนิติกรรมนั้น จำเลยย่อมมีภาระต้องพิสูจน์ความสำคัญผิดที่อ้าง ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าด้วยความสำคัญผิด จึงต้องถือว่าจำเลยรับแล้วว่าจำเลยได้เช่าห้องพิพาท และต้องฟังว่าห้องพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังว่าห้องพิพาทเป็นของจำเลย การที่จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์หาเป็นการปิดปากจำเลยไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่และเรียกค่าเช่า พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายที่จำเลยโต้แย้งไว้ข้อหนึ่งคือเรื่องสัญญาเช่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าบ้านที่พิพาท และจำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์จริง ดังนั้น เอกสารสัญญาเช่าจึงไม่จำเป็นที่โจทก์จะใช้อ้างอิงก็ได้ เพราะคดีย่อมต้องฟังตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้เช่าบ้านโจทก์ ส่วนปัญหาที่ว่าสัญญาเช่าไม่สมบูรณ์โดยเหตุสำคัญผิดหรือไม่นั้น ก็เป็นประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่จำเลยข้อนำสืบของจำเลยไม่มีเหตุผลเพียงพอว่าจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทด้วยความสำคัญผิด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าบ้านที่พิพาทเป็นของจำเลย ฉะนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่พิพาทจึงมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้
พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2519
นางละออ วีระแกล้ว โจทก์
นางลิ้วจ่วน แซ่ลิ่ม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางละออ วีระแกล้ว · จำเลย - นางลิ้วจ่วน แซ่ลิ่ม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชลอ จามรมาน · สมคิด มงคลชาติ · อุดม ทันด่วน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา