⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2741/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันในศาลเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว ศาลย่อมวินิจฉัยชี้ขาดไปตามข้อเท็จจริงที่รับกันนั้นได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานอื่นอีก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท จำเลยฎีกาโต้แย้งข้อหนึ่งว่าสัญญาเช่าบ้านพิพาทไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยเช่าบ้านพิพาท จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์จริง ดังนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาเช่าบ้านที่พิพาทอ้างอิงก็ได้เพราะคดีรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าบ้านโจทก์ จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านที่เช่า ฯลฯ จำเลยให้การว่าบ้านเป็นของจำเลย จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านโดยสำคัญผิดว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ ฯลฯ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยให้การรับแล้วว่าได้ทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจริงโจทก์ไม่ต้องนำสืบเอกสารสัญญาเช่าเป็นหลักฐานอีกต่อไป สัญญาเช่าจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าโดยสำคัญผิดในสารสำคัญแห่งนิติกรรมนั้น จำเลยย่อมมีภาระต้องพิสูจน์ความสำคัญผิดที่อ้าง ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าด้วยความสำคัญผิด จึงต้องถือว่าจำเลยรับแล้วว่าจำเลยได้เช่าห้องพิพาท และต้องฟังว่าห้องพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าห้องพิพาทเป็นของจำเลย การที่จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์หาเป็นการปิดปากจำเลยไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่และเรียกค่าเช่า พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายที่จำเลยโต้แย้งไว้ข้อหนึ่งคือเรื่องสัญญาเช่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าบ้านที่พิพาท และจำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์จริง ดังนั้น เอกสารสัญญาเช่าจึงไม่จำเป็นที่โจทก์จะใช้อ้างอิงก็ได้ เพราะคดีย่อมต้องฟังตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้เช่าบ้านโจทก์ ส่วนปัญหาที่ว่าสัญญาเช่าไม่สมบูรณ์โดยเหตุสำคัญผิดหรือไม่นั้น ก็เป็นประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่จำเลยข้อนำสืบของจำเลยไม่มีเหตุผลเพียงพอว่าจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทด้วยความสำคัญผิด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าบ้านที่พิพาทเป็นของจำเลย ฉะนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่พิพาทจึงมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2519 นางละออ วีระแกล้ว โจทก์ นางลิ้วจ่วน แซ่ลิ่ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางละออ วีระแกล้ว · จำเลย - นางลิ้วจ่วน แซ่ลิ่ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · สมคิด มงคลชาติ · อุดม ทันด่วน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6938/2539ฎีกา 1111/2494ฎีกา 2721/2548ฎีกา 67-68/2491ฎีกา 1439/2524ฎีกา 1437/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 2423/2550ฎีกา 3496/2535ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 1627/2505ฎีกา 2750/2519ฎีกา 1896/2492ฎีกา 3193/2534ฎีกา 2049/2528ฎีกา 991/2548ฎีกา 247/2529ฎีกา 514/2499ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 46-48/2522ฎีกา 2132/2538ฎีกา 1002/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา